pae's profilep @ ePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
February 11 ซานฟราน2ทิ้งไว้ซักพักจนค่อนข้างลืมไปแล้วว่าชีวิตนี้กูเคยไปเหยียบแผ่นดินอเมริกามา อ้อ มาต่อกันดีกว่า
หลังจากที่ทั้งคู่พี่น้องได้ไปถึงสนามบินแบรดลีย์ในเวลาเช้าตรู่จนเกือบตกเครื่องแล้วนั้น ด้วยความที่ ซื้อตั๋วจากเวบ Expedia.com ก็ไม่ค่อยทราบว่าจะต้องทำยังไพราะไม่เห็นจะปริ้นท์ตรงไหนออกมาได้เลย โชคดีที่อุ๊ เพื่อนเปิ้ลที่ไปผจญชะตากรรมด้วยกันที่นิวยอร์ค และบอสตัน บอกเอาไว้ว่า ง่ายมากเลย ที่เคาท์เตอร์สนามบินมันมีช่องออกตั๋วออนไลน์อยู่ แกไม่ต้องปริ๊นเปิ๊นอะไรทั้งนั้น เอาบัตรเครดิตที่แกจ่ายในเวบนั่นละ ไปใส่ตรงช่องนั้น เครื่องมันก็จะรู้ทันทีว่าแกกำลังจะไปไหน แม่เจ้าวุ๊ย ฉลาดจริงๆ สมกับเป็นประเทศเทคโนโลยี กูเอาบัตรของกูเสียบไป ทำรายการปุ๊บปับ บอร์ดดิ้งพาสออกมาละ (จุดนี้เป็นจุดที่ทำให้กูชะล่าใจมากมาย แล้วจะเอามาเล่าในโอกาส ถัดไป)
นั่งเครื่องจากคอนเนคติกัท พุ่งตรงไปยังชิคาโก และต่อจากชิคาโกไปยังโอคแลนด์แห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ณ เมืองซานฟรานซิสโก การเดินทางทั้งสิ้นสิริรวม 8 ชั่วโมง วรพจน์ได้นั่งเครื่องเป็นครั้งที่สองนับแต่บินมาราธอนมาอเมริกา ยังมีอาการตื่นเต้นอยู่เป็นเนืองๆ เนื่องจากเครื่องบินไม่ใช่บขส.ไม่ได้ขึ้นกันบ่อยๆใช่มั๊ยฮะ ขาไปก็ได้นั่งตรงหน้าต่าง ซึ่งเปิ้ลก็ยินดีให้นั่งอย่างเต็มที่ เพราะคงเห็นว่าเราเมาเครื่อง แต่ที่ไหนได้กูอยากนอนตะหาก ลงจากเครื่องปุ๊บเปิดมือถือก็ได้รับว๊อยส์เมลของนาน่าเข้ามา 3 อันรวด นึกในใจว่าเกิดอะไรขึ้นหว่า เลยฟังไล่ตั้งแต่อันแรกถึงอันสุดท้าย ได้ใจความว่า
เป้เหรอ นาน่านะ เครื่องเราดีเลย์อ่ะ เราคงไปถึงสนามบินช้ากว่าเดิมซักครึ่งชั่วโมงนะ ได้ยินข้อความแล้วโทรหาด้วย ตู๊ด... ข้อความที่สอง
เป้เหรอ (น้ำเสียงดุดันกว่าอันแรก) แอนตกเครื่องอ่ะ ยังไม่รู้ว่าแอนจะไปยังไง คือ เครื่องที่แอนบินตอนแรกอ่ะดีเลย์ ส่วนเครื่องที่สองมันบินไปแล้ว ยังไงโทรหาเราด้วยนะ ตู๊ด........
ข้อความสุดท้าย เป้ แอนได้เครื่องแล้ว แต่ต้องไปลงสนามบินเอสเอฟโอนะ อาจจะไปถึงช้ากว่าเรา ซักชั่วโมง ยังไงตอนนั้นค่อยว่ากันละกัน ตู๊ด.....
พอสิ้นเสียง เป้คนนี้ก็ยืนงง เออ แล้วนาน่าตกลงจะให้เราโทรหา หรือให้เรารออย่างเป็นสุข ตัดสินใจโทรหาแต่ว่า สายตาพลันไปเห็นสายไทยตัวเล็กๆยืนส่งสายตาให้... อ่าว นาน่านี่หว่า สรุปว่าที่ดีเลย์นี่คือเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมงใช่มั้ย ทักทายตามประสาเพื่อนเก่าและแฟนเก่าเพื่อน(อุ๊ปส์) นาน่าจึงเดินนำพาขึ้นแท็กซี่ไปยังโรงแรมที่พักอยู่ในตัวเมืองซานฟราน นั่นคือโรงแรมฮอลิเดย์ บนถนนแวนเนส สรุปว่าเครื่องบินที่ลงไม่ได้ลงที่ซานฟรานแต่ไปลงที่เมืองข้างๆชื่อว่า โอคแลนด์ซึ่งเราต้องนั่งรถผ่านไปอีก 1 เมือง รวมค่าแท็กซี่บวกทิปแล้ว หกสิบห้าเหรียญ ซึ่งยังถือว่าจิ๊บๆเพราะนั่งมากันสามคน ในใจนึกแค้นอีแอนที่ไม่ยอมมาลงที่นี่ด้วยเลยขาดตัวหารไปหนึ่ง ขณะที่นั่งรถเข้ามาปล่อยไก่ไปหลายรอบด้วยเห็นสะพานที่ทอดยาวสวยงามก็นึกว่า นั่นคือสะพานโกลเด้นเกท แต่ก็เอะใจว่าทำไมมันถึงมีสีฟ้า สรุปว่าสะพานที่ข้ามจากโอคแลนด์เข้ามานั้นชื่อว่า เบย์บริดจ์ ซึ่งมีรูปทรงเหมือนโกลเด้นทุกประการ แถมยาวกว่าด้วย แต่เหตุที่ไม่โด่งดังเท่าโกลด์เด้นเกทนั่นเป็นเพราะ เบย์บริดจ์สีฟ้านั่นเอง ลุงคนขับแท็กซี่สรุปให้ว่า เพราะเวลานักท่องเที่ยวถ่ายรูปแล้ว สีสะพานเบย์บริดจ์นั้นกลืนไปกับสีฟ้าครามสวยงามของซานฟราน ทำให้สะพานไม่เด้งถูกใจ คนเลยห้นไปใช้บริการโกลเด้นเกท ที่สีแดงฉานตัดกับท้องฟ้าเลยทำให้สะพานนั้นเป็นที่กล่าวขานมากกว่า โถ... น่าสงสารเบย์บริดจ์ซะจริงๆ กูนึกในใจ...
แล้วก็มาถึงโรงแรมฮอลิเดย์ที่เราจะพักกันในคืนแรก เพียงแต่ยังไม่สามารถเช็คอินได้ เนื่องจากคนที่จองยังมาไม่ถึง เราจึงทำการนั่งๆนอนอยู่ตรงล็อบบี้ หิวก็หิว สารการบินในประเทศก็เหี้ยเหี้ย บินตั้ง8 ชั่วโมงเสือกแจกเพรซเซลง่อยๆแค่อันเดียว อาหารก็มีบริการนะแต่กล่องละ 5 เหรียญ เห็นสภาพแอร์และสจ๊วตแจกข้าวกล่องแล้วเก็บตังค์ กูก็นึกในใจสภาพมึงไม่ต่างจากป้าขายข้าวเหนียวหมูปิ้งรถไฟชั้นสามเลย (ว่าแล้วก็อยากนั่งรถไฟไทย ถ่อยได้ใจจริงๆ) รอๆๆๆๆ ไม่เร็วมาก แอนก็มาในสภาพที่อิดโรยประหนึ่งถูกข่มขืนมาราธอนตั้งแต่ชิคาโกยันแคลิฟอร์เนีย แล้วในที่สุดเราก็ได้พักกัน ห้องพักในฮอลิเดย์ อันเก๋ไก๋ เปิดกระจกข้างออกไปสามารถลงไปว่ายน้ำพร้อมทั้งมองเห็นทิวทัศน์ของซานฟรานได้เต็มตา เพียงแต่ว่าต้องเมา 4 กษัตริย์เท่านั้นถึงจะกล้าว่ายน้ำตอนนั้นได้ แอนเธอช่างเลือกห้องได้เหมาะเหม็งจริงๆ
ว่าแล้วก็จัดการเก็บข้าวของ แล้วเดินทางไปจุดหมายแรกแห่งซานฟราน นั่นก็คือการรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเพื่อนฝ้ายได้แนะนำตั้งแต่ก่อนจะมาถึงว่า "จงแวะไปยัง เพียร์39 (Pier 39) ที่นั่นจะเป็นถนนฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ (Fisherman's wharf) จะขายอาหารทะเลราคาถูก มึงไปซื้อมาคนละปิ๊น(Pint) ปิ๊นละ 7เหรียญ รับรอง ถูกและอิ่ม ด้วยความที่เป็นลูกทัวร์ที่ดี เราก็ตรงดิ่งไปทันที เพียงแต่ว่าด้วยอากาศที่เป็นใจโคตรๆ ลมแรงประหนึ่งแคททรีนาประทะ ทำให้จากที่หนาวอยู่แล้ว กลายเป็นหนาวสาดๆๆๆ อากาศ ประมาณ 42 ฟาเรนไฮต์ แต่ฟีล ไลค์ 28 ยังไงอย่างนั้น หลังจากที่เดินๆๆๆๆ หาของถูกตามที่ไกด์ล่องหนแนะนำ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะได้กินซักที เนื่องจากเราไม่เข้าใจว่าร้านตรงไหนเหรอ ที่มันขายปิ๊น ปิ๊นละ 7 เหรียญอ่ะฮึ จุดนี้ข้องใจอย่างมาก อดรนทนไม่ไหวสุดท้ายต้องยอมไปกินร้านอาหารทะเลริมเพียร์ ซึ่งของก็ค่อนข้างแพง ไปกันสี่คน สั่งของมากิน 2 ชุด เวทคงนึกในใจ เอเชียนจนๆมาแดกอีกแล้ว ขนาดกินไปแค่ สองชุดยังล่อไป 50เหรียญ ถ้ากูแดก 4 ชุดคงเป็นร้อย พอห้ามใจให้อิ่มสำเร็จก็เดินออกมาจากร้านกันถึงได้พบความจริงว่า...
มันมีร้านขายข้างทาง ขายอาหารทะเลเป็นกระบะ กระบะละ 7 เหรียญ ซึ่งในกระบะนั้นประกอบด้วย กุ้ง หอย ปู ปลา เป็นจำนวนหนึ่ง จุดนี้กูเข้าใจแล้วฝ้ายเอ๊ย คือ มึงจะให้กูซื้อข้างทางมาคนละชุดใช่ม๊า 4 คนก็ 4 ชุด แล้วก็แดกข้างทางใช่ม๊า ซึ่งด้วยอากาศที่หนาวดุดันเช่นนี้ กูคาดว่าคงจะสิ้นชีวิตก่อนจะแดกเสร็จนั่นเอง จากนั้นเราจึงเดินเตร่ไปเรื่อยๆ โดยมีจุดหมายคือไชน่าทาว์น ของซานฟราน เดินยังไงก็ไม่รู้ โดยมีนาน่าถือแมปเดินนำขบวนแต่กูจำได้ว่าเดินนานมาก ไม่ถึงซุ้มประตูซักที แล้วถนนที่นี่ก็เขาเขียวได้ใจซะจริงๆ เดินเหิรแต่ละทีอยากจะใช้บริการรถรางดอยสุเทพ เผลอๆจะสูงกว่าซะอีกน่ะ ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมงในการมาถึงไชน่าทาวน์ จากที่แมปบอกไว้ว่า 15 นาที เราก็ได้มาแวะร้านจีนร้านหนึ่ง ซึ่งครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาอาหารทะเลไฮโซนั้น ย่อยไปเรียบร้อยแล้ว เราจึงมารองท้องด้วยกันอีกยกหนึ่ง เหล่าสามสาวจัดการสั่งชานมไข่มุก ด้วยความที่ห่างหายไปนาน ชานมมุกก็ใช่ย่อย แก้วละ 3.29 กูเห็นราคาแล้ว มันเท่ากับมะกะโรนีเนื้อเลย เลยสั่งมา ปรากฏว่ามะกะโรนีได้ใจมากชามใหญ่เท่าโอ่งแถมมีไข่ดาวโปะให้ด้วย ในขณะที่สามสาวต่างอิจฉากันถ้วนหน้าเพราะชานมไข่มุกนั้น รสชาติไม่ได้ครึ่งของบ้านเราแม้แต่น้อย จากนั้นจึงเดินกันต่อที่ซานฟรานในยามวิกาล 3 ทุ่ม แต่ร้านรวงปิดกันหมดแล้ว ทั้ง 4 จึงมีดำริกลับที่พักกันโดยพร้อมเพียง...
หมดภาคองค์ประกันฮอลิเดย์ จะมาต่อภาคกอบกู้ซานฟรานเร็วๆนี้
Comments (12)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://paep.spaces.live.com/blog/cns!408922F564BBFA7F!1119.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|