pae's profilep @ ePhotosBlogListsMore Tools Help

p @ e

Photo 1 of 1
October 29

ย้ายบ้าน!!!

 
 
เปลี่ยนจากอับลงสเปซเป็นอับลงไฮ5
 
ตามอ่านกันได้ที่นี่นะเออ
http://mrpaeee.hi5.com
September 27

จากลับบ้าน...

ตอนต้นปีที่ผ่านมา เกิดอยากจะทำเซอร์ไพรซ์ทุกคนและไอ่เคกลางงานบวชและบวกกับการเริ่มเบื่อๆในอากาศหนาวอันยาวนานโดยที่ยังไม่มีหิมะตกซะที กูเลยตัดสินใจที่จะกลับบ้านก่อนโดยที่ไม่ให้ใครรู้จากเดิมกำหนดไว้ว่าจะกลับไทยประมาณมีนา เรียกว่าอยู่กันให้ครบ6เดือน แต่ก็กลับก่อนทั้งๆที่จองตั๋วขากลับยากมากกกกกกกกก เอเจนซี่ที่ไทยก็เหี้ยๆไม่จัดการอะไรให้เลย ทำให้กูต้องโทรไปฟัดกับเคาท์เตอร์คูเวตแอร์ที่นิวยอร์คแทน จริงอย่างที่ไอ่ตอยเคยว่าไว้อยากเก่งภาษาอังกฤษต้องด่ากับฝรั่ง ได้ผล กูด่าไฟแล่บจนมันสามารถจองตั๋วกลับให้ได้แต่กว่าจะรู้ว่าได้ก็คือวันที่ 11 มกรา ซึ่งไฟล์ทกลับมันวันที่ 12 มกรา คืนนั้นทั้งคืนนั่งแพ็คกระเป๋าอย่างทุกลักทุเลมากทำให้รู้ว่าสิ่งที่ยากมากที่สุดในชีวิตของกูนอกจากการเล่นกีตาร์แล้วยังมีการจัดกระเป๋าอีก กูใช้เวลา5ชั่วโมงในการยัดข้าวของทั้งหมดลงกระเป๋าใบเขื่อง2ใบ นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าโนตบุคและกระเป๋าเป้อีก 1 ใบ

การจัดกระเป๋าอย่างทุลักทุเลนั้นทำให้กูพลาดมากๆในการหาสิ่งของที่สำคัญที่สุดนั่นคือ "ตั๋วเครื่องบิน" ตอนที่ซื้อจากเอเจนซี่ที่ไทยเค้าก็ออกให้มาเป็นกระดาษเล่มๆ แบบโบราณ ซึ่งสมัยนี้เค้าใช้กันเป็นe-ticket หมดแล้ว แล้วยิ่งกลับมาจากไปเที่ยวแอลเอ และซานฟรานมาซึ่งมันไม่ต้องใช้ตั๋วกระดาษเลย แค่ยื่นบัตรเครดิตที่จ่ายตังไปในเครื่องมันก็ออกboarding pass มาให้ ทำให้กูชะล่าใจมากๆว่าตั๋วเครื่องบินเป็นเล่มๆมันไม่สำคัญหรอก ถึงยังไงไปที่เคาท์เตอร์บอกชื่อไปเค้าก็น่าจะเสริชชื่อเราได้ อเมริกานะเว้ย ประเทศโคตรพ่อโคตรแม่สัญญาณไวร์เลสลอยมาทุกที่กระทั่งห้องส้วม กูคิดอย่างงั้นเลยไม่ได้คิดสนใจหาตั๋วที่เก็บไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง

วันรุ่งขึ้นที่จะกลับบ้าน ไฟล์ตอน 3 ทุ่ม แต่ให้คนมารับตั้งแต่บ่าย 2 เพราะจากคอนเนคติกัทไปนิวยอร์คนั้นร่วม 3 ชั่วโมง ทั้งที่รัฐติดกันแต่เดินทางเหมือนจากกรุงเทพไประยอง วันนั้นกะว่าตอนเช้าจะไม่ทำงานแล้วเพราะคิดว่ากลางวันวันพฤหัสคนมากินไม่น่าจะเยอะ แต่ผิดคาด คนมาแดกเหมือนแม่งมาฉลองที่รู้ว่ากูจะกลับประเทศ ห่า ลูกค้าถล่มทลายมาก จากที่ไม่คิดจะช่วยเพราะขี้เกียจตัวเหม็นครัวก่อนกลับก็ต้องช่วย กว่าคนจะซาก็ร่วมไปเกือบบ่าย2 แล้วชิบหายที่คนมารับก็เสือกมาก่อนเวลาอีก กูต้องรีบกลับคอนโดไปอาบน้ำวุ่นวายมากๆ ทำให้กว่าจะมาถึงที่ร้านอีกทีก็ล่อไปบ่ายสองครึ่ง คนขับรถที่เป็นคนลาวด่าภาษาไทยชัดแจ๋วไม่ต้องทรานสเลทกันทีเดียว แต่คิดถูกอย่างมากที่ไปอาบน้ำก่อนไม่อย่างงั้นอีก 25ชั่วโมงบนเครื่องบินกูจะต้องถูกทุกคนบนเครื่องประชาทัณน์อย่างแน่นอน เพราะกลิ่นตอนเสิร์ฟเป็นอะไรที่เหมือนแดกหมูกระทะแล้วไปเมาต่อที่สามย่านมากๆ

กว่ารถจะออกจากคอนเนคติกัทก็ล่อไป เกือบ5โมง เพราะพี่คนลาวล่อไปรับคนขึ้นเครื่องต่ออีก 5คน จากนั้นจึงบึ่งรถอย่างสุดชีวิตเพื่อไม่ให้ทุกคนตกเครื่อง ในที่สุดก็ถึงเจเอฟเคตอน ทุ่ม45 จ่ายค่ารถตู้ไป 80เหรียญ+ทิปอีก20เหรียญ ใจป้ำจนหยดสุดท้าย ฮือ... ค่าแรงเมื่อวานกู

ตอนที่ไปถึงสนามบินก็ไม่คิดอะไร เดินไปตามคิวอย่างเรื่อยๆ จนกระทั่งได้คิวเดินเข้าไปกราวนด์แอร์เป็นหญิงผิวสีสองคน แต่ก่อนเธอจะเอ่ยอะไรกูก็ชิงถามซะก่อน Excuse me,I lost my Ticket but I've already taken a seat from your call center. Can you do anything for me? หญิงสองคนนั้นได้ยินก็ทำหน้าตกใจเหมือนกูไปข่มขืนอาม่ามันมา Oh gosh! It's very serius, we're so sorry we can't do anythig for you. You must have that ticket It's very IMPORTANT!!! กูก็ยังยื้อต่อ why don't you just search my name I've got passport you can check it. It must be my name on your flight's list ตอนนั้นใจเริ่มตุ้มๆต่อมๆแล้ว ชิบหายละ ตั๋วกูลืมไว้ที่คอนโด... ที่คอนเนคติกัท... แล้วเธอก็แนะนำว่ายังไงก็ตามเธอไม่สามารถตัดสินใจได้ ให้ไปถามเจ้านายเธอดูละกันว่าได้มั้ย แล้วก็ชี้ไปที่ไอ้หน้าเหี้ยมคนนั้น...
 
 
ชายสูงใหญ่ หน้าบอกบุญไม่รับ และไม่รับทำบุญที่ไหนยืนจังก้าอย่างน่ากลัว กูเข้าไปบอกเค้าประโยคเดียวกะที่บอกอีชิมแปนซีคู่ตะกี้มา ยังไม่ทันจะจบประโยคอย่างสวยงามมันก็ชิงพูด NO TICKET NO GO HOME กูสะดุ้งเฮือก กำลังจะอธิบายว่าเฮ้ย บ้านเมืองมึงไฮเทคสัดหมาไม่ใช่เหรอวะ มึงช่วยกระดิกนิ้วแล้วเสริชชื่อกูได้มั้ยเนี่ย (จริงๆกูพูดได้แค่ว่า ช่วย...) มันก็ย้ำประโยคเดิม NO TICKET NO GO HOME พอกำลังจะอ้อนวอนมันครั้งที่ 3 มันก็บอกว่า Unless you can pay for your new one. พอกูถามฮาว มัช มันก็บอกว่า it's about 1200 for one way trip เชี่ยเอ๊ย 42000 บาทไทยกับการลืมแค่หนเดียวของกู แต่มันก็บอกต่อว่า This flight is already sold out you must wait until next flight it's on saturday. กูช็อคมากและรู้ว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคุยกับมันแล้ว เลยขอบคุณมันเป็นภาษาไทยเบาๆว่า ควย...

ตอนนั้นเคว้งคว้างกลางJFK international airport เหมือนมีคนเอากล้องมาดอลลี่เป็นวงกลมรอบตัว ในใจน้ำตาไหลไปแล้วนึกถึงตอนเรียนอนุบาลแล้วร้องไห้จะกลับบ้านๆๆ อารมณ์นั้นเลย แต่ถ้าทำตรงนั้นกูได้โดนขังแน่ ในสมองเริ่มคิดอย่างเป็นเหตุผลมากขึ้น เฮ้ย ทำไงดีวะๆๆๆ จะนอนค้างที่แอร์พอร์ทอีก 2วันแล้วซื้อตั๋วใหม่ดีมั้ยวะ ชิบหายกูไม่ใช่ทอม แฮงค์ หรือจะกลับไปที่คอนโดแล้วหาตั๋วดีมั้ยวะ แต่ใครเค้าจะมารับกูตอนนี้อ่ะ เหี้ยเอ๊ย เที่ยวนิวยอร์คอีกรอบแล้วโทรบอกเอเจนซี่ที่ไทยให้มันออกตั๋วใหม่ได้มั้ยวะ แล้วกูจะได้กลับตอนไหนล่ะเนี่ย!!! สาดดดด

สุดท้ายสมองคิดไม่ได้ผลแล้วเลยใช้ไส้ติ่งคิดแทน ทำไมมึงไม่ลองหาในกระเป๋าก่อนล่ะ เผื่อมึงจะฟลุ๊คหยิบติดตัวมาก็ได้ เหี้ยเอ๊ย! กระเป๋ากูแพ็กมา 5ชั่วโมง เปิดกระเด็นทั่วเจเอฟเคเลย หาใบเขื่องอันแรกไม่มี อันที่สองไม่พบ สุดท้ายลองหาในกระเป๋าเป้ควิกซิลเวอร์ใบโปรด พระเจ้าทอดกล้วย!!! มันอยู่ในซิปด้านหน้า!!! กูใส่ตั้งแต่ตอนไหนวะ ดีใจยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่1 ติดกัน10ใบอีก (ยังไม่เคยถูก ถ้าถูกกูคาดว่าคงดีใจกว่า) คราวนี้น้ำตาไหลจริงๆกลั้นไม่อยู่ ทำให้ได้รู้ว่าน้ำตาและน้ำมูกที่เกิดจากความดีใจเนี่ย มันอร่อยกว่าปกติจริงๆ จากนั้นจึงเก็บข้าวของที่รื้อมาอีกครึ่งชั่วโมง แล้วก็เดินไปที่เคาท์เตอร์หาฝรั่งสองคนนั้นต่อ

อีสองตัวนั้นก็ทำหน้าประหลาดใจ อ้าวเจอแล้วนี่ กูก็เลยแกล้งบอกไปว่าลืมในห้องน้ำ ทั้งคู่เลยสอนกูว่าจากนี้อ่ะเก็บไว้ให้ดีๆนะ อย่าเซ่อซ่าทำหล่นที่ไหนอีกล่ะ กูเลยขอบคุณเป็นภาษาไทยเบาๆอีกเช่นกันว่า อีเหี้ย...

ฮือ ฮือ ฮือ ได้กลับบ้านแล้ว....

September 18

บทสนทนา

 
เมื่อวันก่อนได้ไปเดินสีลมเพื่อซื้อดีวีดี ทันใดนั้นก็ได้เจอกับพี่เก่าที่มหาลัย
ซึ่งไม่ได้เจอกันซักพัก ก็เริ่มการสนทนาด้วยบทสนทนาทั่วไป
 
เอ้ย เป็นไงพี่ สบายดีมั้ย
 
ซึ่งเมื่อเริ่มต้นด้วยบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับการไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบแล้ว
ก็จะต้องมีการเอ่ยตามมา เหมือนกับเป็นบทสนทนาต่อเนื่อง
และบทสนทนาช่วงนี้ มันมักจะถูกคาดหวังจากผู้สนทนาด้วย
 
ธรรมดาแล้ว ถ้าเพื่อเป็นการรักษาน้ำใจของผู้สนทนา เรามักจะพูดถึงเขาในแง่ดีเช่น
ไปทำอะไรมา ทำไมดูดีขึ้น ทำไมขาวขึ้น ทำไมสวย/หล่อ ขึ้น ผอมลง ต่างๆ
ในบางครั้งถึงแม้จะเป็นความจริง หรือไม่เป็นความจริงก็ตาม มันก็ทำให้บทสนทนานั้นๆ
ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น
 
หรือแม้กระทั่งพูดในแง่ลบ เช่น สิวเต็มเลย อ้วนเยอะเลย โทรมจัง
มันก็เป็นคำพูดที่ผู้รับฟังไม่ค่อยอยากที่จะฟังเท่าไหร่ จากปากของคนที่เพิ่งพบกัน
หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาซักพัก และคู่สนทนาก็ต้องแก้เกี้ยวไปตามประสาว่า
อย่างนั้นโน้นนี้ แต่ก็ห้ามไม่ได้ที่จะเกิดอคติอยู่ในใจ
 
ดังนั้น บทสนทนาเริ่มต้นจึงสามารถเป็นการกำหนดบทบาทเริ่มต้นของการสนทนาได้
ถ้าเราพบเพื่อนเก่าที่เราไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ ในกรณีที่เลี่ยงไม่ได้ก็จะต้องปะทะคารมกัน
การพูดในทำนองติภาพลักษณ์นั้น ก็เป็นการข่มในทีตั้งแต่แรกเริ่ม
หรือกระทั้งการพูดเชยชมนั้น ก็สามารถบ่งบอกได้ถึงท่าทีของเขาว่ามันจริงใจ หรือตลบแตลง
 
กูเจอมาหลายสถานการณ์และเตรียมตัวกับเหตุการณ์เหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง
ในวันนึงเคยเจอเพื่อนต่างๆ ที่ไม่ได้พบเจอกันมานาน 3 ราย
ซึ่งแต่ละรายก็ ทักต่างกันอย่างสิ้นเชิง แล้วแต่ความครั้งสุดท้ายที่เจอนั้นเค้าจดจำเราในแบบไหน
คนแรกทักในความขาว คนที่สองติเรื่องความอ้วน คนที่สามทักเรื่องโทรม
 
คนไหนทักมาดี เราก็เก็บความชื่นชมในใจ แต่ก็ต้องดูถึงความจริงใจของเขา
คนไหนทักมาไม่ดี เราก็แก้ตัวเพื่อให้บทสนทนานั้นดำเนินต่อไป แต่ก็ต้องดูเจตนาของเขา
ว่าเขาทักเราเพราะเราเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า หรือตั้งใจทักเพื่อข่มท่าทีของเรา
 
กลับมาที่สีลม
 
พี่คนนั้น ... เป้เป็นไงมั่ง ทำไมเหมือนเดิม เหมือนเดิมมากๆเลย ไปทำอะไรมาทำไมเหมือนเดิมจังเลย??
 
!?! กูไปไม่เป็นเลย...
 
 
 
 
 
 
September 08

คนโง่

 
คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่นอนไม่หลับ เนื่องจากก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยน่าพิศมัยซักเท่าไหร่
เรื่องราวก็ไม่ค่อยอยากที่จะพูดถึงนัก แต่ก็คิดอยู่แล้วว่ารูปการณ์มันจะออกมาเป็นแบบนี้ คิดไว้ไม่มีผิด
 
ความรู้สึกตอนนี้มันมีแต่คำว่าเสียใจว่ะ
เสียใจกับความตั้งใจอะไรซักอย่างทั้งๆที่รู้ว่ามันทำไปแล้วมันก็มีแต่เข้าตัวเอง
เสียใจที่สิ่งอะไรที่ทำไปทุกอย่าง มันโดนตีค่าผิดตั้งแต่ต้น
เสียใจที่ความหวังดี กลับกลายเป็นความหวังร้ายในสายตาคนอื่น
เสียใจที่อยากจะพูดอะไรออกไปซักอย่างที่มันเป็นความจริง แต่ก็พูดไม่ได้
เสียใจที่ตลอดเวลา ต้องทำตัวเหมือนคนใบ้ เพราะไม่มีใครอยากจะสนใจ
เสียใจที่ทำให้ทุกคนสนใจไม่ได้ เพราะจะโดนหาว่าเอาหน้า
 
ทั้งๆที่โดนเตือนแล้วว่าคราวนี้จะต้องโดนของหนัก แต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้
ตลอดเวลาต้องทำตัวเหมือนคนโง่ ตอบในสิ่งที่คิดไม่ได้ และคิดในสิ่งที่อยากตอบก็ไม่ได้
เพื่อนที่เคยร่วมทุกข์สุขกันมา วันนี้มึงทำเหมือนกับกูทำอะไรผิดพลาดมากมายมหาศาล
ไม่อยากจะบอกเลย พวกมึงเสียความรู้สึกกับกู แต่กูเสียความรู้สึกกับมึงมากกว่าว่ะ
 
6 ปีที่ผ่านมา
หรือมันเป็น 6 ปีที่กูคิดผิดมาตั้งแต่ต้น
แต่ถ้ามันเป็นอย่างงั้น
 
 
กูขอยอมคิดผิดไปตลอดชีวิตว่ะ...
 
 
 
 
 
August 15

ตกงานมา 3 ปีแล้ว

นับจากเมื่อเดือนสิงหาคม ปี2547 ที่กูได้เดินเข้าไปห้องพี่นิกเจ้านายใหญ่แห่งค่ายจีนี่เร็คคอร์ดส เพื่อยื่นจดหมายลาออก
พี่นิกถามประโยคสั้นๆ แล้วเอ็งจะไปทำงานที่ไหน
อ๋อ ออกไปทำหนังไทยครับ เพื่อนเป็นผู้กำกับมาชวนไปทำเป็นผู้ช่วย
พี่นิกก็ไม่พูดอะไรมาก เซ็นใบลาออกให้ทันที แล้วแกก็ยังคงแซวเล็กๆ ทำงานหนังมันอดตายนะ
ใจรักครับพี่ แล้วกูก็เดินออกมาจากห้องนั้น แต่ก็ยังคงทำงานอยู่อีก30วัน ตามกฏของกระทรวงแรงงาน
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 กูก็บอกลาบมจ.จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ด้วยอายุงาน 1 ปีเต็ม
ถ้านับว่านับแต่วันนี้คือการเข้าสู่อาชีพอิสระ หรือที่เรียกกันให้โก้หรูว่าฟรีแลนซ์ ก็ปาเข้า3ปีเต็มแล้ว
 
เคยเจอน้องอิษรุ่นน้องที่นิเทศสองปีบนรถไฟฟ้า แกถามว่าตอนนี้พี่ทำอะไรอยู่คะ
เราก็บอกไปว่าเป็นฟรีแลนซ์ครับ น้องก็ทำหน้างงเล็กน้อยแล้วก็ถามต่อว่า
ฟรีแลนซ์คือเป็นอาชีพ หรือฟรีแลนซ์แค่ชื่อคะพี่ น้องเห็นเราทำหน้างงกลับเลยบอกว่า
อ๋อ คือรุ่นหนูเพิ่งจบใหม่ ไอ้พวกที่ยังไม่มีงานทำมันก็บอกเพื่อนว่าเป็นฟรีแลนซ์อยู่
ซึ่งทุกคนก็เข้าใจว่าในความหมายมึงคือหมายถึง "ตกงาน" เพราะเป็นฟรีแลนซ์ก็จริง แต่ไม่มีใครจ้าง
กูก็หัวเราะแหะๆ พี่มีอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ครับ แต่ตกงานมาแล้ว 2ชั่วโมง รองานใหม่อยู่
 
ก็นับว่าเป็นโชคอย่างมาก ที่หลังจากออกมาจากจีนี่แล้วยังคงมีดวงอุปถัมป์อยู่อย่างหนาแน่น
เพราะหลังจากได้มาร่วมกันสร้างภาพยนตร์ไทยแล้ว กูก็รู้ซึ้งว่า เฮ้ย นี่มึงยึดเอางานหนังเป็นอาชีพหลักไม่ได้หรอก
งานหนังเหมาะกับเป็นอาชีพเสริมคล้ายทำกิฟฟารีน เพราะเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย ไม่สามารถสร้างdownlineได้
แต่ยังดีที่ ป้าหลุยส์ พี่ปแอดมินใจดีที่จีนี่ ยังคงยื่นงานตัดซึ่งเคยเป็นงานประจำมาให้ตัดอยู่เนืองๆ
และด้วยชื่อเสียงของฟรีแลนซ์ฝีมือเด็ดคนนี้ ก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วของตึกจีเอ็มเอ็ม
เพราะตัดสปอตได้รวดเร็วฉับไว สั่งเช้าเอาเย็นยังเคยมี และที่สำคัญค่าตัดถูกมากกกกกกกกก
จึงเป็นที่พอใจของคนทั้งตึก
 
ธรรมดาแล้วค่าตัดสปอตตัวนึงจะอยู่ที่ 8000-12000 แล้วแต่ความยากง่ายและเวลาที่ใช้ในห้องตัด
ของห้องnon-linear ที่ตึก แต่หลังจากกูเข้ามาทำให้เรตราคาตัดชิบหายกันไปทั้งตึกด้วยราคา 5พันมันส์ดี
ตัดฉับไว เอ็ฟเฟ็คพอเพียง และที่สำคัญแก้ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายจนกว่าคุณท่านจะพอใจ
โดยราคา 5 พันเป็นราคาที่โดนโขกโดยอิป้าหลุยส์ตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุผลว่า"กูมีงบเท่านี้ มึงจะตัดมั้ย"
ฟรีแลนส์ด๋อยๆอย่างเราจะทำอะไรได้ก็ต้องยอมรับสภาพ
 
จากเริ่มตัดให้จีนี่ ป้าหลวย(ชื่อจริงของพี่หลุยส์) ก็เริ่มโพทะนาถึงสรรพคุณ
จนกระทั้งมีค่ายอื่นติดต่อมาทั้งตึก ตั้งแต่กรีนบีนส์ เมกเกอร์เฮด มีฟ้า เอ็กแซค และมิวสิกครีม
สปอตที่ท่านเห็นตามโฆษณาโอไอซี ไฟว์ไลฟ์ ถ้ามี 5 ตัว ก็จะเป็นกูตัดประมาณ 3 ตัว บางครั้งเคยดู
สปอต 5 ตัว เป็นกูตัดหมดเลยก็มี บางวันไปตึกทีต้องแวะถึงสามค่ายเพื่อรับส่งแก้งานกันมากมาย
 
จวบวันนั้นจนถึงวันนี้
ผมตกงาน(ประจำ) มา 3 ปีแล้วค้าบ
แล้วก็เพิ่ง ตกงาน(จ็อบ) มา 8ชั่วโมงแล้ว
ใครมีงานส่งมาให้ด้วยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
 
June 05

โทรทัศน์

 
ที่บ้านผมจะมีโทรทัศน์เยอะมาก ทั้งหมด 5 เครื่อง ทุกห้องของแต่ละคนจะมีทีวีประจำห้อง คนละเครื่อง
แต่จะมีเครื่องนึงพิเศษกว่าเครื่องอื่น เพราะจอมันจะใหญ่กว่า เป็น 29 นิ้ว ยี่ห้อโซนี่ ไตรนิตรอน อายุการใช้งานกว่า 12ขวบแล้ว
ขณะที่เครื่องอื่นๆขนาดก็จะประหยัดกระทัดรัดแก่ห้องน้อยๆ 21 นิ้วก็ว่ากันไป
 
น้องโซนี่เธอทำหน้าที่ของเธอมาอย่างดีตลอด มอบความบันเทิงอยู่กลางบ้านเป็นพี่ใหญ่ของน้องๆ
แต่ช่วงหลังๆที่ยุคดีวีดีกำลังบูม เธอก็รับไซด์ไลน์ด้วยการฉายภาพยนตร์วันละไม่ต่ำกว่า 3-4 รอบ จนบางครั้งงอแง ภาพไม่ออก
และพ่อของผมก็เป็นคนที่ใช้งานน้องเค้าอย่าหนักหน่วง สิ่งเดียวที่พ่อขัดใจกับน้องโซนี่ที่สุดก็คือ
เวลาฉายด้วยภาพไวด์สกรีน การใช้งานของน้องโซนี่ จาก29นิ้ว ก็จะกลายเป็น 19 นิ้วไป เนื่องจากแถบดำมาคาดไว้
 
ด้วยความที่พ่อนิยมอะไรที่ใหญ่ๆชัดๆ เวลาดูดีวีดี พ่อก็จะกดซูมเข้าไป ให้มันขยายเต็มจอ ด้านข้างด้านเขิ้งพ่อไม่สนใจ
ก็จะดูแต่ตรงกลาง จนภาพดีวีดีจากชัดๆก็ถูกขยายจนเห็นเป็นริ้วๆไม่ต่างกับเทปวิดีโอ ลูกคนนี้เห็นแล้วอัดอั้นตันใจเสียนี่กระไร
ถามพ่อเสมอว่า ทำไมจะต้องซูมดูขนาดนั้น พ่อก็บอกว่า เหมือนมันไม่คุ้มดูหนังแล้วมันได้แค่ครึ่งจอ ...มันขาดทุน
 
งั้นแปลว่าพ่อชอบดูอะไรที่มันใหญ่ๆ เต็มๆจอ ต่อมกตัญญูทำงานอีกครั้ง
ยังไม่ถึงวันพ่อ แต่ก็แอบซื้อของมาเซอร์ไพรซ์ จะว่าไปก็ไม่เซอร์ไพรซ์ซักเท่าไหร่ เพราะปลุกเค้ามาตอนตีสองให้ช่วยกันยกเข้าบ้าน
เธอคือน้อง แอลจี สาวเกาหลี พลาสม่าจอ 42 นิ้ว คิดในใจว่าคราวนี้ใหญ่เต็มตาแน่ ก็ถึงเวลาปลดระวางสาวญี่ปุ่นไว้เป็นสิ่งประดับอีกชิ้นหนึ่ง
 
วันต่อมาพ่อปลุกด้วยเสียงจากหนัง MI:3 เดินออกมาดูจอด้วยความใหญ่ นึกในใจว่าเออ แม่งโคตรใหญ่เลยเวลาเอามาตั้งในห้องแล้วเนี่ย
แต่เอ๊ะ ทำไมเห็นขนจมูก ทอม ครูซชัดจังวะ ถึงได้รู้ว่า ถึงแม้จอจะใหญ่ซักแค่ไหนแล้ว พ่อก็ยังนิยมซูมดูอยู่นั่นเอง
ถามพ่อว่าจอใหญ่ขนาดนี้แล้วทำไมยังจะซูมอีก หนังเค้ามีให้ฉายเต็มๆจอ พ่อก็บอกว่า หนังฉายเต็มจอ แต่นี่ดูได้เยอะกว่า เค้าเรียกว่ากำไร
 
....เอากะพ่อสิ
 
 
 
 
 
 
May 28

FPS

FPS คือ FRAME RATE PER SECOND หรือ จำนวนภาพที่ฉายใน 1 วินาที ไม่ใช่สารต้านทานรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต
 
เอาล่ะ เกริ่นที่มาของบล็อกครั้งนี้ก่อน สืบเนื่องจากว่าข้าพเจ้าได้รับการติดต่อมอบหมายให้ได้รับทำงานระดับชาติ นั่นคืองาน BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL หรือ BIFF ในตำแหน่งนักทำซับไตเติ้ล ดังที่ปรากฏหลายครั้งแล้วว่าเวลาท่านๆที่มีดำริจะไปชมภาพยนตร์ของชาติต่างๆ ก็ต้องพบว่าไม่มีซับแปล หรือ ทางผู้จัดงานก็เอาซับไตเติ้ลแปลใส่พาวเวอร์พอยท์ แล้วก็ฉายบนโปรเจคเตอร์เวลาคำพูดหรือประโยคไหนมาก็จัดการคลิกทีละคำๆ เรียกได้ว่าแก้ขัดกันสุดฤทธิ์ ปีนี้ทาง ททท.แม่งานก็อยากจะจัดทำซับเพื่อเป็นจุดดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาชมงานกันมากขึ้น งานก็ดูว่าจะง่ายดีเพียงแต่มีข้อแม้ว่า
 
1. ไม่สามารถที่จะตอกซับลงไปบนเนื้อฟิล์มได้ เวลาทุกคนไปดูหนังแล้วเห็นว่ามีซับไตเติ้ลแปลมาแล้ว นั่นคือเค้าใช้วิธีการปริ้นท์ซับลงบนตัวเนื้อฟิล์มตั้งแต่ทำออกมาหลายๆก็อปปี้แล้ว หรือบางทีจะเห็นว่าค่ายหนังอย่างลิโด้ก็มีการเอาตัวซับไตเติ้ลไปตอกลงบนเนื้อฟิล์มเพื่อให้เกิดเป็นรอยอักษรขึ้นมา ส่วนงานนี้นั้นไม่สามารถจะพิมพ์หรือตอกซับไปได้ เนื่องจากฟิล์มที่เอามาขอยืมเค้ามา ห้ามทำอะไรเสียหายกับตัวฟิล์มนอกจากการฉายเด็ดขาด
 
2. ไม่สามารถนำฟิล์มไปแปลงสภาพให้เป็นดีวีดีหรือสื่อแขนงอื่นได้ เพราะว่าปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ และค่าใช้จ่ายในการเทเลซีนที่สูงถึงเรื่องละ 2แสนบาท
 
ปัญหาเหล่านี้เลยกลายเป็นโจทย์ให้เราต้องทำซับไตเติลเทียบขึ้นมา เพื่อแปลและฉายควบคู่ไปกับการฉายภาพยนตร์ เพียงแต่ปีนี้เราจะไม่ใช้พาวเวอร์พอยท์ในการคลิกทีละคำ แต่เราจะทำหนังอีกเรื่องนึงที่มีแต่ซับไตเติลฉายควบคู่ไปกับหนังเลย โดยยิงจากโปรเจคเตอร์ไปยังจอฉายภาพ
 
การทำหนังเทียบนั้นจะใช้โปรแกรมทำซับไตเติลฝังเข้าไปกับเฟรมเปล่าๆที่มีความยาวเท่ากับความยาวของหนังเรื่องนั้นๆ แล้วก็จัดการฉายบนจอควบคู่ไปกับหนัง
 
อาจจะดูเหมือนแนวคิดนี้ง่ายๆ เพียงแต่มีอุปสรรคอีกตัวที่แก้ยังไม่ตก นั่นคือ FPS
 
ความหมายดูเอาจากข้างตันบล็อก อธิบายสำหรับผู้สัญจรที่ไม่ได้เรียนมาทางด้านนิเทศศาสตร์
เฟรมเปอร์เซ็คนั้น อัตราแต่ละส่วนจะไม่เท่ากัน เช่น ในโรงภาพยนตร์จะฉายที่ความเร็ว 24 ภาพ ต่อวินาที
ระบบโทรทัศน์ในสัญญาณแบบ PAL ภาพจะวิ่งที่ความเร็ว 25 ภาพต่อวินาที
ระบบโทรทัศน์ในสัญญาณแบบ NTSC ภาพจะวิ่งที่ความเร็ว 29.97 ภาพต่อวินาที
และสัญญาณระบบใหม่ ที่เรียกว่า 24P คือการที่ฉายภาพเลียนแบบภาพยนตร์ ด้วยความเร็ว 23.976 ภาพต่อวินาที
 
รู้มั้ยว่า เวลาฉายหนังที่มีความยาว 1 ชั่วโมง 30 นาที ในโรงภาพยนตร์นั้น เวลาเป็นดีวีดี ของบ้านเราจะกลายเป็น 1 ชั่วโมง 26 นาที 24 วินาที นั่นคือหนังจะเร็วขึ้น และถ้าเป็นโซน 1 หนังก็จะมีความยาว 1 ชั่วโมง 12 นาที 4.324 วินาที 
 
นั่นเลยกลายเป็นปัญหาสำคัญ เพราะว่าถ้าข้าพเจ้าทำซับที่มีความเร็ว 25 เฟรม/วินาที เวลาเอาไปฉายกับฟิล์มแล้วตอนแรกๆปากมันยังตรงอยู่ แต่เวลาประโยคสุดท้ายของหนัง ซับจะมาเร็วกว่าหนังฉายถึงเกือบ 4 นาที!!!
 
ทีนี้ตัวซํบไตเติลที่ได้มา มาจากหนังที่มีความเร็ว 23.976 วินาที แล้วจะต้องนำไปแปลงเพื่อให้มันเล่นกับหนังที่ฉายบนจอ ความเร็ว 24 เฟรม/วินาที
แต่เราจะต้องเล่นมันบนเครื่องเล่นดีวีดี ที่มีความเร็ว 25 เฟรม/วินาที  แล้วเราสามารถปรับได้แค่ตัวซับไตเติลเท่านั้น
 
ปัญหาคือ เราจะต้องปรับซับไตเติลที่ความเร็วจาก 23.976 เป็นเท่าไหร่ เพื่อที่จะให้เล่นบนเครื่อง 25 แล้วซับมันจะตรงกับฟิล์มความเร็ว 24 เฟรม/วินาที????
 
ช่วยกันคิดหน่อย
 
 
 
....
 
 
ขอบคุณพฤกษ์มาก แต่อย่าเพิ่งเฉลย
 
 
 
 
 
May 15

เปิดเทอมแล้ว

 
วันนี้ไปเดินมาบุญครองมา... ไม่น่าแปลกใช่มะ กูก็เดินของกูอยู่ทุกวัน
แต่ที่ผิดสังเกตคือประชากรวัยต่ำกว่ากฏหมายกำหนดให้ซื้อบุหรี่และสุรา หายไปเป็นจำนวนมาก
มันหายไปจนทำให้นึกว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติรุนแรงเกิดขึ้นกับเอ็มบีเคอีกแล้วหรือนี่
เสียหวอก็ไม่ดัง คนก็ไม่แตกตื่น ... แล้วมันเกิดอะไรขึ้น
นึกขึ้นได้ กลางเดือนพฤษภาคมแล้วนี่นา... มันคือวันเปิดเทอมนั่นเอง
 
เด็กชายวัยหัวเกรียน และเด็กหญิงวัยหลั่งประจำเดือนต้องพากันเข้ารับการศึกษาอย่างพร้อมเพรียงกัน
จึงเป็นเหตุให้ช่วงนี้ รถจะติดมากขึ้น สยามยามเช้าของวันทำงานคนจะน้อยลง และเกรียนในเว็บพันทิปก็จะลดลง
กูไม่ต้องเป็น doctor love ก็ฟันธงได้
 
เห็นเด็กๆแต่งตัวกันไปเรียนหนังสือแล้วก็นึกถึงอดีตอันแสนสดใส
กว่า 14 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในวังวนของระบบที่เรียกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่รวมกับอดีตอันหวานอมในรั้วจามจุรีอีก 4 ปี
มันกลายเป็นฟุตเทจที่คนธรรมดาสามัญอย่างกู จะเอามารีเพลย์ด้วยเครื่องวิดีโอเก่าๆที่เรียกว่าสมองให้ย้อนกลับมานึกถึงได้
แม้บางฟุตจะเก่ายับเยินเครื่องเล่นเทปจะอ่านแล้วขาดๆหายไปบ้าง แต่มันก็สร้างความบันเทิงได้เป็นอย่างดี
 
คราวนี้หยิบเอาเทปครั้งแรกของการไปโรงเรียนขึ้นมากรอดู กูยังจำได้ดี
 
.............................................................
 
เด็กน้อยหน้าตาน่ารัก รู้สึกงัวเงียและอารมณ์เสียเป็นอย่างมากที่ถูกปลุกขึ้นมาในเช้าตรู่ของวันหนึ่งกลางเดือนพฤษภา
ในมือของเขาถูกห่อหุ้มด้วยมือที่หนานุ่มและใหญ่กว่าของผู้ที่เรียกว่าแม่
แสงแดดอุ่นๆยามเช้า กับทางถนนที่จอแจไปด้วยหลายชีวิตและพาหนะดูวุ่นวาย
ปลายทางคือตึกแถวสามชั้น สองห้อง ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นโรงเรียนอนุบาล
เมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องก็พบว่ามีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายๆกับตัวเอง มากมายไปหมด
 
เสียงจอแจเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้ เมื่อถึงเวลาที่ผู้มาส่งจะต้องบอกลา
เด็กน้อยเริ่มเฝ้ามองปฏิกิริยารอบข้าง ผู้คนรอบกายเริ่มวุ่นวายมากขึ้น สถานการณ์เหมือนเกิดจลาจลอย่างย่อมๆ
เด็กน้อยทำแข็งใจ เพราะรู้ดีกว่ากระดูกคนละชั้น เรื่องแค่นี้หรือจะมีเสียน้ำตากันง่ายๆ
ผู้ปกครองเริ่มทยอยจากกันทีละคนสองคน เสียงร้องไห้เริ่มเบาลง แต่มารดาของเด็กน้อยยังคงอยู่
 
หมดเวลาชั่วโมงแรก เสียงร้องไห้สิ้นสุดลง ผู้ปกครองส่วนน้อยยังคงอยู่ดูลูกของตัวเอง
เด็กน้อยหันมองกลับไป อนิจจา แม่ของเด็กน้อยเธอชิ่งไปไกลเสียแล้ว
แล้วเสียงร้องไห้ที่ดังกังวาลกว่าใครก็แผดร้องขึ้นมาและไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ
แสบจริงๆ... เด็กน้อยคิดในใจ
 
 
 
.....................................................................
 
จนมาถึงวันสุดท้าย ของการได้ใส่กางเกงขาสั้น สีกากี
ยามเช้าของปลายฤดูหนาว สู่ฤดูร้อน อากาศกำลังอบอุ่น
กลิ่นดอกราชพฤกษ์ฟุ้งไปทั่ว ถนนกรุงเกษม
 
เด็กน้อยจากวันนั้น เติมใหญ่มาเป็นหนุ่มน้อยที่หน้าตาน่ารัก
งัวเงียจากการตื่นเพื่อมาสอบครั้งสุดท้ายของชีวิตมัธยมปลาย
หนุ่มน้อยไม่ได้ตระหนักถึงวันสุดท้ายของสภาพนักเรียนแต่อย่างใด
เขายังคงวุ่นอยู่กับการจดโพยและเตี๊ยมกับเพื่อนในการทุจริตวิชาที่เขาเกลียดเข้าไส้
หลังจากผ่านการสอบอย่างหนักหน่วง ก็มาถึงพิธีอำลาการศึกษา
ที่จัดขึ้นอย่างขอไปทีโดยคณาจารย์แห่งสถาบันที่เขารักและเทิดทูน
 
พิธีเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผสมผสานกับเสียงเซ็งแซ่ของบรรดาลูกนกที่เพิ่งหนีรัง
พิธีการบนเวทีเต็มไปด้วยความทุลักทุเล บทเพลงที่รุ่นน้องเตรียมไว้ให้รุ่นพี่ถูกเสียงโหวกเหวกกลบจนสิ้น
อาจารย์หลายท่านขอร้องไม่ให้บรรดาลูกศิษย์ใช้ปากกาขีดเขียนเครื่องแบบของสถาบัน
ศิษย์หลายคนฝืนคำห้ามของเหล่าครูบาอาจารย์ ด้วยจะนำชุดนักเรียนที่เปื้อนไปด้วยรอยปากกา
นำไปเป็นวัตถุล้ำค่าทางความทรงจำ
 
หนุ่มน้อยตระหนักถึงความหวังดีของเหล่าอาจารย์
เขารักษาเครื่องแบบของเขาไว้ และยินดีที่จะให้เพื่อนขีดเขียนลงบนกระดาษที่เรียกว่าเฟรนด์ชิป
เพราะเขารู้ดีกว่าชุดแห่งความภาคภูมิใจ ไม่ควรเปรอะเปื้อนด้วยร่องรอยใดๆ
คืนนั้นขณะที่หลายคนฉลองสู่ความสำเร็จด้วยการท่องเที่ยวในสถานบันเทิง
หนุ่มน้อยตรงกลับบ้าน บรรจงถอดชุดนักเรียนที่สวมใส่เป็นครั้งสุดท้าย
เขามองมัน และตั้งปณิธานว่าจะเก็บรักษามันเอาไว้ให้ยาวนาน
อนิจจา แม่ของหนุ่มน้อยนำมันไปถูบ้านในอีกสองสัปดาห์
แสบจริงๆ....หนุ่มน้อยคิดในใจ
 
 
 
 
May 11

หน่วยงานราชการไทย --- แบบจิตหลุด

นอกจากหน้าที่พลเมืองชาวไทยควรจะกระทำเพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศชาตินอกจาก จะต้องเป็นคนดี ประหยัดพลังงาน และรับใช้ชาติแล้ว เราควรจะยื่นแบบภาษีปีละครั้งด้วยนะจ้ะ
 
เรื่องมันมีอยู่ว่า พลเมืองชาวไทยนาม วอ ผู้เสียภาษีทุกครั้งที่ทำงานเนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอน และยังมีอาชีพไม่เป็นหลักแหล่ง เขาได้ทำหน้าที่ชาวไทยวัยเบญจเพสอย่างสมบูรณ์ด้วยการยื่นเรื่องขอคืนเงินภาษีเขาได้ปฏิบัติติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องมาและไม่เคยมีครั้งไหนมีปัญหาแต่ประการใด แต่มาถึงปี2550 ตามหลักแล้วการดำเนินการขอคืนนั้น จะต้องทำก่อนวันสุดท้ายของเดือนมีนาคม ของแต่ละปี ซึ่งนายวอก็ยื่นเรื่องตั้งแต่ 14 มีนาคม ด้วยความที่จะนำเงินที่ได้คืนไปหมุนหนี้บัตรเครดิตอย่าเพลิดเพลิน แต่อนิจจาเวลาล่วงเลยผ่านมาถึง 2 เดือน ก็ไม่มีการติดต่อจากหน่วยงานราชการอันเป็นความหวังไม่กี่อย่างของนายวอในขณะนี้เลย เงินร่วมเจ็ดพันก็ไม่ใช่น้อย เงินจำนวนนี้อาจนำไปซื้อกระเป๋าดูดีได้ตั้งหนึ่งใบ หรือซื้อชุดคลอธมิธของเหล่าเซนต์เซย์ย่าได้ตั้งสามตัว เรื่องอะไรนายวอจะยอมทิ้งเงินจำนวนนี้ให้กับความเลินเล่อของหน่วยงานรัฐบาล เขาจึงจัดการติดต่อไปยังเวบไซท์ของกรมสรรพากร เมื่อได้ติดต่อล็อกอินไปก็พบว่าไม่มีข้อมูล เป็นไปไม่ได้ นายวอกล่าวกับตนเอง ว่าแล้วเขาก็หยิบปากกาขึ้นมาจดหมายเลขติดต่อสอบถามจากเวบไซท์ และโทรไปในไม่ช้า
 
เวลาบ่าย 2 30 อาจไม่ใช่เวลาที่หน่วยงานราชการจะเพิ่งเริ่มตื่นมาทำงานเฉกเช่นดังนายวอ แต่การโทรไปแล้วไม่สามารถเข้าถึงหมายเลขได้ร่วม 20 นาทีก็เป็นสิ่งที่น่าลำบากใจไม่ใช่น้อย หน่วยงานราชการนี่มันติดต่อวุ่นวายจริงๆ นายวอสบถทางหูโทรศัพท์ที่ยังไม่มีผู้รับสาย อีกไม่นานความหวังก็เป็นจริง เมื่อเสียงโอเปอรเรเตอร์ของหน่วยงานราชการคัดเลือกสายของนายวอขึ้นมาจากกลุ่มผู้ที่กำลังติดต่อมาอย่างไม่หยุดยั้ง นายวอกดปุ่มหมายเลขภายในที่จดมาจากเวบไซด์ดังที่อ้าง
 
สวัสดีค่ะ เสียงหญิงที่ไม่ค่อยสาวเท่าไหร่ ตอบรับมาทางสายโทรศัพท์
ผมอยากจะโทรสอบถามเรื่องการขอคืนเงินภาษีครับ
ได้ค่ะ ขอทราบหมายเลขบัตรประชาชน และชื่อที่อยู่ด้วยค่ะ
ครับ นาย... นายวอตอบข้อมูลส่วนตัวอย่างฉับไว ดังสคริปท์ที่ได้เตรียมตัวมาร่วมชั่วโมง
อืม...  ยังไม่มีข้อมูลปรากฏนะคะ แต่ว่าชื่อของน้องอยู่ในสรรพากรเขต1 เดี๋ยวพี่ให้เบอร์โทรติดต่อของสรรพากรเขต1 นะคะ
น้อง... เธอถือวิสาสะอย่างไรเรียกเขาว่าน้อง กับชายที่เธอสนทนาด้วยอยู่ฝั่งตรงข้ามของหูโรศัพท์และการได้ยินเพียงแค่เสียงเธอสามารถตัดสินได้แล้วหรือว่าเขานั้นมีอายุน้อยกว่า หรือเธออาจจะต้องการสร้างความสนิทสนมเพียงช่วงสั้นๆด้วยการเรียกชายคู่สนทนาของเธอว่าน้อง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เธอกำลังตระหนักอยู่ในขณะนี้แน่ๆ การสื่อสารด้วยการประเมินคู่สนทนาเพื่อให้มีสถานะต่ำกว่าหรือด้อยกว่านั้นเป็นวิธีหนึ่งในการประเมินพฤติกรรมหรือเพื่อสร้างสถานะของตนเองนั้นให้สูงกว่าและมีค่ามากกว่าแบบแยบยล ช่างร้ายกาจจริงๆสำหรับการโจมตีแบบไม่ทันได้ตั้งตัวของเธอคนนี้ นายวอรำพึงอยู่ในใจ
 
เบอร์นะคะ ... ติดต่อคุณ ....
นายวอจดหมายเลขโทรศัพท์ และจัดการติดต่อไปยังหมายเลขดังกล่าวทันที
 
อีก 5 นาที ถัดมา...
 
สวัสดีค่ะ เสียงหญิงที่ไม่ค่อยสาวเท่าไหร่ แต่เนื้อเสียงฟังดูสดใสกว่าเสียงที่แล้ว
ผมอยากจะทราบเรื่องการขอคืนภาษีครับ
ค่ะ ขอชื่อนามสกุล แล้วก็หมายเลขบัตรประชาชนด้วยค่ะ
ครับ นาย... นายวอตอบดังสคริปท์ และมีความรู้สึกเหมือนดูเทปซ้ำ
ค่ะ.... ข้อมูลของน้องบอกว่า น้องได้ยื่นแบบไว้ที่สรรพากรเขต 2 นะคะ ทีนี้ที่นี่เป็นสำนักงานสรรพากร เขตที่1 ค่ะ เดี๋ยวพี่รบกวนน้องช่วยโทรไปสอบถามที่สำนักงานสรรพากรเขต 2 นะคะเดี๋ยวน้องจดเบอร์นะคะ
น้อง... คำสั้นๆที่ดูเหมือนจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อย่างลวกๆ ถูกนำมาใช้อีกครั้ง
นายวอ ทำเช่นเดิม...
 
อีก 3 นาที ถัดมา
 
สวัสดีค่ะ สรรพากรเขต2 ค่ะ เนื้อเสียงแนวเดิม คาดว่าสตรียุคหลังสงครามโลกเข้ายึดกิจการสรรพากรสำเร็จแล้วเป็นแน่แท้
ผมจะสอบถามเรื่องเงินคืนภาษีครับ อ้อ ผมชื่อ ... นามสกุล... หมายเลขบัตรประชาชน.... ครับ ได้ยื่นแบบภาษีตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ยื่นเป็นแบบนะครับไม่ใช่ผ่านอินเตอร์เนตที่ที่รับยื่นแบบคลองเตยครับ คำพูดพรั่งพรูออกมาจากปากนายวอราวกับเขื่อนที่แตกสลายสายน้ำนับพันล้านแกลลอนหลั่งไหลถาโถมเช่นเดียวกับความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ถูกการรอคอยสกัดกั้นการติดต่อสื่อสารเมื่อมันได้รับการปลดปล่อยสิ่งที่ถูกปิดกั้นจึงสำแดงฤทธาของมันออกมาอย่างไม่เกรงต่อสิ่งใด
อ่อ... แบบของน้องเสร็จแล้วคะ ได้ยื่นเรื่องไปที่สรรพากรสำนักงานใหญ่เรียบร้อยแล้ว แบบส่งกลับไปตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน ยังไงรบกวนน้องต้องโทรติดต่อกลับไปที่สรรพากรใหญ่อีกครั้งนะคะ เดี๋ยวจดเบอร์นะคะ
น้อง ....???
นายวอ จด...
เบอร์นี้นะคะ ต่อเบอร์นี้ เรียบร้อยนะคะ
นายวอ นำเบอร์โทรศัพท์ที่จดขึ้นมาใหม่ มาเปรียบเทียบกับลายมือตนเองแต่เป็นการคัดลอกหมายเลขจากหน้าเว็บเพจในอินเตอร์เนตเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
เบอร์เดียวกันนี่หว่า ฮ่วย
 
อีก 20 นาทีถัดมา นายวอ ยังคงก่นด่าอยู่ทางหูโทรศัพท์ที่ยังไม่มีผู้ใดรับสาย
 
ตึ๊ก เสียงโทรศัพท์ที่ต่างไปนั่นแสดงถึงการเชื่อมต่อสมบูรณ์แล้ว
ค่ะ กรมสรรพากรค่ะ เสียงที่คุ้นหู...
ครับ ผมชื่อ ... นามสกุล ...
ค่ะ ใช่น้องที่โทรมาเมื่อสักครู่ใช่มั้ยคะ
ใช่ครับ คือผมได้โทรไปเบอร์ที่คุณบอกแล้ว แล้วเค้าก็บอกว่าชื่อผมอยู่ในเขตนี้จริง แต่ผมไปยื่นกับอีกเขตนึงไว้ เค้าเลยให้เบอร์โทรผมโทรไปสอบถามกับสรรพากรอีกเขตนึง แล้วทีนี้สรรพากรเขตที่2 ที่ผมเอาแบบไปยื่นไว้เค้าบอกว่าจัดการคืนแบบเรียบร้อยแล้ว ส่งมาให้กับสำนักงานใหญ่ตั้งแต่วันที่ 5 เมษา เค้าเลยให้เบอร์โทรผมโทรมาเบอร์นี้อีกครั้ง
คราวนี้ความอัดอั้นตัดใจระรอกที่สองถูกสำรอกออกมาอย่างบ้าคลั่งอีกรอบ
 
ใช่ค่ะ แต่พี่ตรวจสอบจากสถานะหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว ไม่พบข้อมูล คือยังไงเนี่ยกรณีของน้องไม่น่าที่จะยื่นแบบจากเขต2 นะคะ คือเขตสองยังไงก็ต้องยื่นมาที่เขต1 ก่อน แล้วค่อยให้เขต1 เค้าจัดการส่งต่อมาที่เราอีกที
ใช่ครับ คือผมก็ไม่ทราบนะครับว่ากระบวนการภายในมันเป็นยังไง แต่ว่าผมโทรไปทางนู้นเค้าก็บอกมาแบบนึง มันโบ้ยกันไปเรื่อยๆ ทำไมทำงานชุ่ยอย่างนี้ก็ไม่ทราบ
ความอดทนของนายวอนั้นถึงจุดสิ้นสุด เขาเลือกใช้คำที่ต้องการจะเหน็บแนมระบบการทำงานเช้าชามเย็นชามอย่างแยบคายเพียงเพื่อต้องการให้ผู้ที่สนทนาอยู่ปลายสายได้รับรู้ถึงความยากลำบากในการติดต่อการแดนสนทยาที่คนทั่วไปเรียกมันว่าสถานที่ราชการ เขารู้สึกสะใจเล็กน้อยมันอาจจะเป็นเพียงชัยชนะเล็กๆของสงครามครั้งนี้
 
ชุ่ยเหรอ... เสียงปลายสายไม่ย่อท้อต่อการดูถูกเหยียดหยันจากฝ่ายตรงข้าม
นี่คุณ คุณจะติดต่อทางนู้นมายังไงดิชั้นก็ไม่รับรู้ด้วยนะ แต่ตอนนี้เรื่องคอมพิวเตอร์ของดิชั้นมันขึ้นสถานะว่าแบบของคุณยังไม่มาถึงทางฝ่ายเรา แล้วเรื่องระบบที่คุณจะต้องสอบถามน่ะจะต้องมาจากสรรพากรเขต1 ที่ดิชั้นให้เบอร์คุณไป คุณน่ะจะต้องไปคาดคั้นจากเค้าเองว่าแบบของคุณน่ะ เขตสองเค้าส่งมาให้หรือยัง ไม่ใช่มาสอบถามจากทางเรา ทางเราไม่ได้มีหน้าที่มอบหมายให้รับมาจากสรรพากรต่างเขต เค้าจะต้องส่งมาให้ทางเขตหนึ่งรับผิดชอบ แล้วก็ไม่ใช่ทางเราด้วยที่จะต้องมารับข้อมูลของทางเขตสอง คุณโทรไปหาเค้าอีกครั้งนึงแล้วก็บอกไปตามที่ชั้นบอกคุณมาอย่างงี้ หรือถ้าเค้ามีปัญหาก็บอกให้เค้าโทรกลับมาติดต่อที่หมายเลขนี้เลย ระบบของมันเป็นอย่างนี้ ชั้นก็ไม่ทราบหรอกนะว่าคุณไปคุยกับใคร แต่ถ้าเค้ามีปัญหายังไงก็บอกให้เค้าโทรมา....
 
แพ้ .... นายวอรู้สึกแพ้อย่างหมดสภาพ
 
เอ่อ ... ให้ผมโทรไปเบอร์นี้อีกรอบใช่มั้ยครับ
ใช่!!!
 
นายวอรวบรวมสติ หยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมา กดหมายเลขที่เขาเคยกดไปแล้ว อีกครั้งหนึ่ง
 
... ขณะนี้ กรมสรรพากรเขตที่หนึ่ง ได้หยุดทำการเวลา 5 นาฬิกา กรุณาติดต่อใหม่ในวันทำการถัดไป ขอบคุณค่ะ ....
 
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
 
February 11

ซานฟราน2

 
ทิ้งไว้ซักพักจนค่อนข้างลืมไปแล้วว่าชีวิตนี้กูเคยไปเหยียบแผ่นดินอเมริกามา  อ้อ มาต่อกันดีกว่า
 
หลังจากที่ทั้งคู่พี่น้องได้ไปถึงสนามบินแบรดลีย์ในเวลาเช้าตรู่จนเกือบตกเครื่องแล้วนั้น ด้วยความที่ ซื้อตั๋วจากเวบ Expedia.com ก็ไม่ค่อยทราบว่าจะต้องทำยังไพราะไม่เห็นจะปริ้นท์ตรงไหนออกมาได้เลย โชคดีที่อุ๊ เพื่อนเปิ้ลที่ไปผจญชะตากรรมด้วยกันที่นิวยอร์ค และบอสตัน บอกเอาไว้ว่า ง่ายมากเลย ที่เคาท์เตอร์สนามบินมันมีช่องออกตั๋วออนไลน์อยู่ แกไม่ต้องปริ๊นเปิ๊นอะไรทั้งนั้น เอาบัตรเครดิตที่แกจ่ายในเวบนั่นละ ไปใส่ตรงช่องนั้น เครื่องมันก็จะรู้ทันทีว่าแกกำลังจะไปไหน แม่เจ้าวุ๊ย ฉลาดจริงๆ สมกับเป็นประเทศเทคโนโลยี กูเอาบัตรของกูเสียบไป ทำรายการปุ๊บปับ บอร์ดดิ้งพาสออกมาละ (จุดนี้เป็นจุดที่ทำให้กูชะล่าใจมากมาย แล้วจะเอามาเล่าในโอกาส ถัดไป)
 
นั่งเครื่องจากคอนเนคติกัท พุ่งตรงไปยังชิคาโก และต่อจากชิคาโกไปยังโอคแลนด์แห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ณ เมืองซานฟรานซิสโก การเดินทางทั้งสิ้นสิริรวม 8 ชั่วโมง วรพจน์ได้นั่งเครื่องเป็นครั้งที่สองนับแต่บินมาราธอนมาอเมริกา ยังมีอาการตื่นเต้นอยู่เป็นเนืองๆ เนื่องจากเครื่องบินไม่ใช่บขส.ไม่ได้ขึ้นกันบ่อยๆใช่มั๊ยฮะ ขาไปก็ได้นั่งตรงหน้าต่าง ซึ่งเปิ้ลก็ยินดีให้นั่งอย่างเต็มที่ เพราะคงเห็นว่าเราเมาเครื่อง แต่ที่ไหนได้กูอยากนอนตะหาก ลงจากเครื่องปุ๊บเปิดมือถือก็ได้รับว๊อยส์เมลของนาน่าเข้ามา 3 อันรวด นึกในใจว่าเกิดอะไรขึ้นหว่า เลยฟังไล่ตั้งแต่อันแรกถึงอันสุดท้าย ได้ใจความว่า
 
เป้เหรอ นาน่านะ เครื่องเราดีเลย์อ่ะ เราคงไปถึงสนามบินช้ากว่าเดิมซักครึ่งชั่วโมงนะ ได้ยินข้อความแล้วโทรหาด้วย ตู๊ด... ข้อความที่สอง
เป้เหรอ (น้ำเสียงดุดันกว่าอันแรก) แอนตกเครื่องอ่ะ ยังไม่รู้ว่าแอนจะไปยังไง คือ เครื่องที่แอนบินตอนแรกอ่ะดีเลย์ ส่วนเครื่องที่สองมันบินไปแล้ว ยังไงโทรหาเราด้วยนะ ตู๊ด........
ข้อความสุดท้าย  เป้ แอนได้เครื่องแล้ว แต่ต้องไปลงสนามบินเอสเอฟโอนะ อาจจะไปถึงช้ากว่าเรา ซักชั่วโมง ยังไงตอนนั้นค่อยว่ากันละกัน ตู๊ด.....
 
พอสิ้นเสียง เป้คนนี้ก็ยืนงง เออ แล้วนาน่าตกลงจะให้เราโทรหา หรือให้เรารออย่างเป็นสุข ตัดสินใจโทรหาแต่ว่า สายตาพลันไปเห็นสายไทยตัวเล็กๆยืนส่งสายตาให้... อ่าว นาน่านี่หว่า สรุปว่าที่ดีเลย์นี่คือเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมงใช่มั้ย ทักทายตามประสาเพื่อนเก่าและแฟนเก่าเพื่อน(อุ๊ปส์) นาน่าจึงเดินนำพาขึ้นแท็กซี่ไปยังโรงแรมที่พักอยู่ในตัวเมืองซานฟราน นั่นคือโรงแรมฮอลิเดย์ บนถนนแวนเนส สรุปว่าเครื่องบินที่ลงไม่ได้ลงที่ซานฟรานแต่ไปลงที่เมืองข้างๆชื่อว่า โอคแลนด์ซึ่งเราต้องนั่งรถผ่านไปอีก 1 เมือง รวมค่าแท็กซี่บวกทิปแล้ว หกสิบห้าเหรียญ ซึ่งยังถือว่าจิ๊บๆเพราะนั่งมากันสามคน ในใจนึกแค้นอีแอนที่ไม่ยอมมาลงที่นี่ด้วยเลยขาดตัวหารไปหนึ่ง ขณะที่นั่งรถเข้ามาปล่อยไก่ไปหลายรอบด้วยเห็นสะพานที่ทอดยาวสวยงามก็นึกว่า นั่นคือสะพานโกลเด้นเกท แต่ก็เอะใจว่าทำไมมันถึงมีสีฟ้า สรุปว่าสะพานที่ข้ามจากโอคแลนด์เข้ามานั้นชื่อว่า เบย์บริดจ์ ซึ่งมีรูปทรงเหมือนโกลเด้นทุกประการ แถมยาวกว่าด้วย แต่เหตุที่ไม่โด่งดังเท่าโกลด์เด้นเกทนั่นเป็นเพราะ เบย์บริดจ์สีฟ้านั่นเอง ลุงคนขับแท็กซี่สรุปให้ว่า เพราะเวลานักท่องเที่ยวถ่ายรูปแล้ว สีสะพานเบย์บริดจ์นั้นกลืนไปกับสีฟ้าครามสวยงามของซานฟราน ทำให้สะพานไม่เด้งถูกใจ คนเลยห้นไปใช้บริการโกลเด้นเกท ที่สีแดงฉานตัดกับท้องฟ้าเลยทำให้สะพานนั้นเป็นที่กล่าวขานมากกว่า โถ... น่าสงสารเบย์บริดจ์ซะจริงๆ กูนึกในใจ...
 
แล้วก็มาถึงโรงแรมฮอลิเดย์ที่เราจะพักกันในคืนแรก เพียงแต่ยังไม่สามารถเช็คอินได้ เนื่องจากคนที่จองยังมาไม่ถึง เราจึงทำการนั่งๆนอนอยู่ตรงล็อบบี้ หิวก็หิว สารการบินในประเทศก็เหี้ยเหี้ย บินตั้ง8 ชั่วโมงเสือกแจกเพรซเซลง่อยๆแค่อันเดียว อาหารก็มีบริการนะแต่กล่องละ 5 เหรียญ เห็นสภาพแอร์และสจ๊วตแจกข้าวกล่องแล้วเก็บตังค์ กูก็นึกในใจสภาพมึงไม่ต่างจากป้าขายข้าวเหนียวหมูปิ้งรถไฟชั้นสามเลย (ว่าแล้วก็อยากนั่งรถไฟไทย ถ่อยได้ใจจริงๆ) รอๆๆๆๆ ไม่เร็วมาก แอนก็มาในสภาพที่อิดโรยประหนึ่งถูกข่มขืนมาราธอนตั้งแต่ชิคาโกยันแคลิฟอร์เนีย แล้วในที่สุดเราก็ได้พักกัน ห้องพักในฮอลิเดย์ อันเก๋ไก๋ เปิดกระจกข้างออกไปสามารถลงไปว่ายน้ำพร้อมทั้งมองเห็นทิวทัศน์ของซานฟรานได้เต็มตา เพียงแต่ว่าต้องเมา 4 กษัตริย์เท่านั้นถึงจะกล้าว่ายน้ำตอนนั้นได้ แอนเธอช่างเลือกห้องได้เหมาะเหม็งจริงๆ
 
ว่าแล้วก็จัดการเก็บข้าวของ แล้วเดินทางไปจุดหมายแรกแห่งซานฟราน นั่นก็คือการรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเพื่อนฝ้ายได้แนะนำตั้งแต่ก่อนจะมาถึงว่า "จงแวะไปยัง เพียร์39 (Pier 39) ที่นั่นจะเป็นถนนฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ (Fisherman's wharf) จะขายอาหารทะเลราคาถูก มึงไปซื้อมาคนละปิ๊น(Pint) ปิ๊นละ 7เหรียญ รับรอง ถูกและอิ่ม ด้วยความที่เป็นลูกทัวร์ที่ดี เราก็ตรงดิ่งไปทันที เพียงแต่ว่าด้วยอากาศที่เป็นใจโคตรๆ ลมแรงประหนึ่งแคททรีนาประทะ ทำให้จากที่หนาวอยู่แล้ว กลายเป็นหนาวสาดๆๆๆ อากาศ ประมาณ 42 ฟาเรนไฮต์ แต่ฟีล ไลค์ 28 ยังไงอย่างนั้น หลังจากที่เดินๆๆๆๆ หาของถูกตามที่ไกด์ล่องหนแนะนำ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะได้กินซักที เนื่องจากเราไม่เข้าใจว่าร้านตรงไหนเหรอ ที่มันขายปิ๊น ปิ๊นละ 7 เหรียญอ่ะฮึ จุดนี้ข้องใจอย่างมาก อดรนทนไม่ไหวสุดท้ายต้องยอมไปกินร้านอาหารทะเลริมเพียร์ ซึ่งของก็ค่อนข้างแพง ไปกันสี่คน สั่งของมากิน 2 ชุด เวทคงนึกในใจ เอเชียนจนๆมาแดกอีกแล้ว ขนาดกินไปแค่ สองชุดยังล่อไป 50เหรียญ ถ้ากูแดก 4 ชุดคงเป็นร้อย พอห้ามใจให้อิ่มสำเร็จก็เดินออกมาจากร้านกันถึงได้พบความจริงว่า...
 
มันมีร้านขายข้างทาง ขายอาหารทะเลเป็นกระบะ กระบะละ 7 เหรียญ ซึ่งในกระบะนั้นประกอบด้วย กุ้ง หอย ปู ปลา เป็นจำนวนหนึ่ง จุดนี้กูเข้าใจแล้วฝ้ายเอ๊ย คือ มึงจะให้กูซื้อข้างทางมาคนละชุดใช่ม๊า 4 คนก็ 4 ชุด แล้วก็แดกข้างทางใช่ม๊า ซึ่งด้วยอากาศที่หนาวดุดันเช่นนี้ กูคาดว่าคงจะสิ้นชีวิตก่อนจะแดกเสร็จนั่นเอง จากนั้นเราจึงเดินเตร่ไปเรื่อยๆ โดยมีจุดหมายคือไชน่าทาว์น ของซานฟราน เดินยังไงก็ไม่รู้ โดยมีนาน่าถือแมปเดินนำขบวนแต่กูจำได้ว่าเดินนานมาก ไม่ถึงซุ้มประตูซักที แล้วถนนที่นี่ก็เขาเขียวได้ใจซะจริงๆ เดินเหิรแต่ละทีอยากจะใช้บริการรถรางดอยสุเทพ เผลอๆจะสูงกว่าซะอีกน่ะ ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมงในการมาถึงไชน่าทาวน์ จากที่แมปบอกไว้ว่า 15 นาที เราก็ได้มาแวะร้านจีนร้านหนึ่ง ซึ่งครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาอาหารทะเลไฮโซนั้น ย่อยไปเรียบร้อยแล้ว เราจึงมารองท้องด้วยกันอีกยกหนึ่ง เหล่าสามสาวจัดการสั่งชานมไข่มุก ด้วยความที่ห่างหายไปนาน ชานมมุกก็ใช่ย่อย แก้วละ 3.29 กูเห็นราคาแล้ว มันเท่ากับมะกะโรนีเนื้อเลย เลยสั่งมา ปรากฏว่ามะกะโรนีได้ใจมากชามใหญ่เท่าโอ่งแถมมีไข่ดาวโปะให้ด้วย ในขณะที่สามสาวต่างอิจฉากันถ้วนหน้าเพราะชานมไข่มุกนั้น รสชาติไม่ได้ครึ่งของบ้านเราแม้แต่น้อย จากนั้นจึงเดินกันต่อที่ซานฟรานในยามวิกาล 3 ทุ่ม แต่ร้านรวงปิดกันหมดแล้ว ทั้ง 4 จึงมีดำริกลับที่พักกันโดยพร้อมเพียง...
 
หมดภาคองค์ประกันฮอลิเดย์ จะมาต่อภาคกอบกู้ซานฟรานเร็วๆนี้
 
January 09

San Francisco......

และแล้วทริปซานฟราน ผสมกับแอลเอก็จบลงด้วยดีพร้อมกับเงินเก็บที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆ จนพี่ตี๋และทุกคนถามว่าแกจะเหลือตังค์เก็บกลับบ้านกันมั้ย แต่กูไม่สนขอใช้ชีวิตให้เต็มร้อยไว้ก่อน ทริปนี้จะว่าไปก็เป็นโปรเจ็คแรกๆที่คิดอยากจะไปเนื่องจากตัวข้าพเจ้าอยู่ ณ บ้านป่าแห่งอีสาน อยากจะไปเยี่ยมชมแสงอาทิตย์และสะพานสีแดงทางฝั่งตะวันตกบ้าง จึงได้จัดการติดต่อเพื่อนนิเทศศาสตร์ที่รัก ทั้งสองคนในการร่วมกันการต้นทุนกันนั่นคือ นาน่าและแอน
 
นาน่าอยู่อเมริกามาสองปีแล้วเริมต้นด้วยการเลี้ยงเด็ก และปัจจุบันก็ยังคงเลี้ยงเด็กอยู่จนตอนนี้เด็กโตเท่านาน่าแล้ว ส่วนแอนเรียนจบปริญญาโทที่นี่ก็ได้ทำอาชีพที่มีเกียรติสมใจนั่นคือเสิร์ฟอาหารอยู่ร้านอาหารไทยที่ชิคาโก และแน่นอนว่าทั้งคู่ไม่เคยมาเที่ยวแถบนี้มาก่อน เป็นการง่ายมากที่จะหลอกให้ทั้งคู่หลวมตัวรวมทั้งพี่สาวแก่นแก้วของข้าพเจ้าด้วย แต่หารู้ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วกูนั่นเองที่ถูกหลอกให้มาเป็นช่างภาพของสาวๆทั้งสาม อาภัพจริงๆ
 
หากจะลืมเอ่ยถึงเพื่อนคนนี้ก็กระไรอยู่ ฝ้ายล่ำ พองาม แจวเจริญเพื่อนผู้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเริ่มทริปครั้งนี้ จากการโทรศัพท์แค่ครั้งเดียวของกูนั่นคือ "เป้มาที่นี่เหรอ มาเที่ยวฝั่งนี้มั้ย เดี๋ยวเราพาเที่ยว พอดีเลย มึงมาร่วมงานแต่งงานกูด้วยผัวกูกำลังจะหลวมตัวเซ็นใบแล้ว รอมันหย่ากับเมียมันก่อน" ได้รับคำเชิญเช่นนี้ใครหรือจะไม่ไป มีคนพาเที่ยวแถมที่พักฟรี คิดแล้วมีแต่คุ้ม แต่พอใกล้ถึงวันที่จะไปเที่ยวนั้นสาส์นจากเพื่อนรักกลับกลายเป็น "มึง...กูต้องย้ายไปทำงานบนเขา คงจะพาพวกมึงเที่ยวไม่ได้แล้วแหละ รักษาตัวนะ จุ๊บๆ" สวรรค์ล่มทันใดแต่มาถึงขั้นนี้แล้วจะมีเหรอที่จะยอมแพ้ ลุยกันต่อท่าเดียว
 
คืนวันที่สี่มกราก็มาถึง จองตั๋วเครื่องบินจากคอนเนคติกัทไปถึงซานฟรานลงที่โอคแลนด์ แต่กว่าจะไปถึงต้องเปลี่ยนเครื่องกันหลายต่อ ตั้งแต่แบรดลีย์ (คอนเนค) ไปลงโอแฮร์ (ชิคาโก) แล้วจากโอแฮรก็ไปลงที่โอคแลนด์(ซานฟราน) ทำเอาทริปนี้กูพาลเบื่อนั่งเครื่องบินไปอีกนานทีเดียว ปัญหาก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มเดินทางเนื่องจากสนามบินที่เราจะไปกันนั้น มันอยู่ที่เมืองฮาร์ท ฟอร์ด ซึ่งเป็นเมืองหลวงของคอนเนคที่เราอยู่ แต่เราอยู่เมืองจ้อยร่อยที่ไม่มีใครรู้จักชื่อวอลลิงฟอร์ด เป็นการลำบากเหลือเกินที่จากวอลลิงฟอร์ดจะไปสนามบินที่ฮาร์ทฟอร์ด เพราะไม่มีใครเล้ยที่อยากจะไปส่ง เพราะเครื่องออกเจ็ดโมงเช้า เราจึงต้องไปกันตั้งแต่ตีห้า แถมอยู่ไกลใชย่อยประมาณสี่สิบห้าไมล์ แท็กซี่จึงเป็นหนทางเดียวที่จะพาเราไปยังสนามบินได้
 
สองพี่น้องตัดใจใช้บริการแท็กซี่คืนก่อนหน้าที่จะออกเดินทาง พอได้ฟังค่าแท็กซี่ลมแทบจะใส่ เจ็ดสิบแปดเหรียญ!!! ค่านั่งไปเที่ยวเดียวเกือบสามพันบาท ยังไม่รวมทิป แต่เอาวะยังดีกว่าจะฝ่าลมหนาวไปค้างคืน เลยจ้างให้มารับที่คอนโดตอนตีห้า คืนนั้นกว่าจะได้นอนก็ตีสอง ตีสี่ก็ต้งรีบลุกมาจัดการเพื่อให้ทันแท็กซี่ ตีห้าพร้อมรบออกมารอหน้าคอนโด แต่ทว่าเจอแต่ความว่างเปล่า คิดว่าเออ เดี่ยวมันคงมา อากาศเช้านั้นอยู่ที่ประมาณติดลบหนึ่งองศา ยังไม่ต้องอ้าปากแค่ลมจมูกก็มาเป็นไอแล้ว มองหน้ากันก็คิดว่าหรือมันคงหาซอยเข้าคอนโดไม่เจอ ออกไปยืนรอมันหน้าโลคอลดีกว่า รอๆๆๆๆ รอจนทนไม่ไหวมือหงิก ตีนแข็งแล้วโทรไปเช็คกับมันถึงพึ่งรู้ว่ามันยังไม่ออกมา 
 
จวยหมูเอ๊ย กูจะจ้างมึงมาทำไมล่ะตอนตีห้า ด่าๆโอเปอเรเตอร์ที่ไม่รู้อะไรด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องทนรอ นัดมันตีห้า รถมารับหกโมงสิบนาที คิดในใจทิปมึงอย่าหวังเลย
 
และแล้วทั้งสองพี่น้องก็มายืนอยู่หน้าสนามบินแบรดลีย์จนได้ พร้อมกับเช็คอินและขึ้นเครื่องทันที
 
ห้าคอมเม้นสำหรับบล็อกต่อไป และอีกห้าคอมเม้นสำหรับรูปที่แสนจะสวยงาม
 
Just let you know I'm working on comments.
January 04

2007!!!!

สวัสดีปีใหม่ ปีนี้ค่อนข้างไฮโซเล็กน้อย หนีระเบิดจากเมืองกรุงไปเคาท์ดาวน์ที่ไทม์สแควร์ (โปรดอย่าอิจฉา ถ้าได้ฟังเรื่องราวเต็มๆมึงอาจจะสมเพชกู)
 
ก่อนหน้านี้ก็ตะลุยเที่ยวตั้งแต่คริสมาส ที่หลบไปนิวยอร์ค แล้วก็ไปบอสตันหาเพื่อนนิ่มที่เรียนอยู่แถวนิวแฮมเชียร์ แล้วก็กลับมานิวยอร์คอีก ก่อนที่จะกลับมาทำงานใช้หนี้อีกสองวัน แล้วก็ไปเคาท์ดาวน์ต่อที่นิวยอร์คอีก การไปๆมาๆหลายรอบนี้ทำให้กูเกลียดนิวยอร์คไปเลย เมืองห่าอะไรสกปรกชิบหาย ไม่ปลื้มจริงๆ แต่ชอบบอสตันมากๆเป็นเมืองที่ตรงกันข้ามกับนิวยอร์คซีตี้แบบหน้ามือกับหลังตีน ถ้าเลือกใช้ชีวิตกระเหรี่ยงได้อยากจะขอกลับไปที่บอสตันอีก
 
อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องนั่งเครื่องไปซานฟรานกับแอนและนาน่า ตอนแรกทริปนี้เป็นทริปแรกที่วางแพลนจะไปเลยแต่ไปๆมาๆกลับมีแพลนให้ไปๆมาๆอยู่แต่ฝั่งนี้ เลยทำให้เกิดอาการเหนื่อยในการเที่ยวและเกิดเสียดายตังค์เล็กน้อย ทริปนิวยอร์ค หกวันเจ็ดคืนกูใช้ไปไม่ถึง300 แต่นี่วางเอาไว้ 800 ยังไม่รู้จะพอรึเปล่า ถ้าไม่ได้ไปแล้วเอาเงินไปซื้อเพลย์สามมีหวังโดนเกลียดขี้หน้ากันไปข้างนึงแน่นอน ตอนนี้รู้สึกจะพิมพ์มั่วไปมามากๆ เพราะที่ห้องไม่มีสัญญาณเลยนี่กูต้องมานั่งเล่นในห้องน้ำอัปยศอดสูวงตระกูลจริงๆ
 
แล้วเจอกันอีกไม่นานเกินรอ
 
ปล ไม่รับฝากของ ตอนนี้รองเท้าห้าคู่ นาฬิกาหกเรือนและน้ำหอมอีก แปดขวด เกมอีกสองเครื่อง ยังไม่รู้เลยจะเอากลับยังไง?????
October 12

One night at samYan

วันก่อนที่ฝนตกหนักสัดหมา กูไปสามย่านด้วยความที่ตรงซอยที่จะต้องเดินข้ามจากภัตตาคารสี่โภชนาไปอีกฝั่งของถนนน้ำมันท่วมสูง กูจึงต้องเดินเข้าอีกทางนึงซึ่งคิดว่ามันคงเดินได้ นั่นคือเดินเข้าไปในไชยแพทย์คลีนิกตรงถนนพระราม 4 แล้วเดินทะลุเข้าไปในสามย่าน

ช่วงนั้นมันก็จะเป็นด้านหลังของตึกแถวอับๆมืดๆ เดินเข้าไปในซอยที่เป็นทางโค้ง มันจะมืดๆหน่อย แล้วทางเดินมันก็กว้างประมาณ 2 เมตร มีผนังสีเทาๆอยู่ทั้งสองด้าน ด้วยความที่มันมืดและคอนแทคเลนส์มัวๆ เลยไม่ได้สนใจอะไร เดินลุยเข้าไปก็พบว่า ผนังทั้งสองข้างเต็มไปด้วยปีเตอร์ หลายร้อยตัวเยอะมากๆ มันเดินไปมาน่าขนหัวลุกสุดๆ ทำไงดีกูเดินเข้ามาอยู่ในกองหมู่พวกมันแล้ว มีบางตัวบินโฉบเฉี่ยวให้หวาดเสียวกันทางด้านหน้าและหลัง กูพยายามทำตัวเงียบๆ ไม่ให้พวกมันรู้สึกตัว แล้วใช้สมองคิดอย่างหนักว่า ควรจะเดินเข้าไปหรือหนีออกทางเดิมดี เพราะกูเดินเข้ามาซักพักแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าทางข้างหน้ามันจะเป็นทางตันรึเปล่า แต่ถ้าหนีไปด้านหลังก็เป็นทางไกล สามสิบกว่าเมตร

กูตัดสินใจเดินไปด้านหน้าเรื่อยๆ พยายามไม่มองพวกมันที่ทำเสียงหึ่งๆอยู่ด้านข้าง มีบางตัวกระพือปีกพอให้เสียววาบๆ ทางแค่ไม่กี่เมตรแต่ทำไมมันไกลจังวะ คงเป็นเพราะกูกระตื๊บไปด้วยความเบาที่สุดในชีวิต ยิ่งเดินเข้าไปก็ยิ่งมืด แล้วก็พบว่าอนิจจาทางตัน ...

กูถอยหลังกลับทางเดิม มือไปคว้าเอากระถางต้นไม้ที่คนในซอยตึกแถวเล็กๆชอบปลูกบนกระถางแล้วตั้งไว้หน้าบ้าน ต้นแก้วสูงขนาดเอวพอมือจับเข้าไปในใบไม้ปรากฏว่า ปีเตอร์กว่าสิบตัวแตกฮือออกมา ไต่บนมือ บินออกจากต้นไม้ แล้วก็ตกลงน้ำที่สูงประมาณตาตุ่ม กูตกใจสะบัดประมาณ 2-3ตัวที่เกาะบนมือจนพวกมันกระเด็นไปฟาดกับฝูงใหญ่ทางด้านซ้าย แตกฮือ!!! ปีเตอร์กว่าร้อยตัวแตกรัง ไม่คิดว่าชาตินี้กูจะถูกสิ่งมีชีวิตที่เกลียดที่สุดรุกราน แต่พวกมันก็บินสะเปะสะปะ พอตั้งสติได้ก็คว้าหลวงพ่อโกยแผ่นแน่บออกมา จนคนที่เดินตามมาสังเกตเห็นอยู่ไกลๆ กูรีบตะโกนบอกเค้าให้ออกไป แต่เค้าก็เหมือนอยากเข้าไปสังเกตการณ์แต่กูไม่สนใจโกยเถอะโยมต่อ พอวิ่งออกมาจากซอยได้ก็ได้ยินเสียงร้องของชายไทย2คนที่เดินเข้าไปดังสนั่น ตอนนั้นกูไม่สนใจแล้วรีบเดินข้ามน้ำท่วมที่เมื่อกี้กระแดะไม่ยอมลงตั้งกะทีแรก

เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ตื่นเต้นจริงๆ
July 30

ลูกศิษย์ของกระผม

 
สอนมาจนครึ่งเทอมแล้ว ยอมรับว่ายังจำลูกศิษย์ได้ไม่เท่าไหร่เลย
ก็สอนตั้ง 2 เซค เซคนึงก็ 20 อีกเซค ก็ 22 คน รวมแล้วมีมนุษย์หน้าใหม่ที่มาเพิ่มเมมโมรี่อีก 42 คน
เป็นการสอนที่สบายมาก เพราะทุกสัปดาห์เหมือนอาจารย์เป้จะมาขายผ้า (เอาหน้ารอด) สถานเดียว
เรียนกันฮาๆ สบายๆ ไม่เครียด คะแนนก็แจกกันตามอัธยาศัย
แถมเวลาเรียนก็เอาทีเอส่วนตัวมาจากบ้านด้วย (พวกไอ่มิ้น แก่ง ซัว เต้อ วิกกี้)
เป็นการสมนาคุณลูกศิษย์ซะจริง
 
รูปที่เอามาก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกถ่ายภาพพรอทเทรต ในวิชาเรียนซึ่ง ให้เด็กเป็นคนถ่ายกันเอง
ดังนั้นอย่ามาตีความฝีมือการถ่ายภาพกู โดยเฉพาะมึง ไอ่เค...
แต่ละคนก็หน้าตาแฉล้มสดใสสมวัยกันซะจริง
จำได้ว่าก่อนที่จะไปสอน เคยจินตนาการถึงลูกศิษย์ในอนาคตไว้ด้วย
ว่าอาจจะเป็นสาวฮัค เบ่งพลังทำร้ายกระดุม และกระโปรงนาโนอันลือชื่อ
แต่พอมาเจอจริงก็ผิดคาดหน่อย เพราะเด็กที่เรียนไม่ได้เอ็กซ์แตกขนาดนั้น ใส่ชุดกันถูกระเบียบกันดี
แถมยังฮาตลอดทุกเวลา
 
สนใจใครอย่ามาขอเบอร์โทร เพราะจำไม่ได้ มาเจอตัวเป็นๆที่ม.กรุงเทพ รังสิตดีกว่า
พูดถึงเบอร์โทร ชั่วโมงแรกให้เด็กเขียนชื่อแล้วก็ลงเบอร์โทรมาด้วย
เด็กก็สงสัยว่าเอาเบอร์โทรทำไมคะอาจารย์ เราก็บอกไปด้วยความสัตย์จริงว่าเอาไปขาย
ไม่ใช่สิ เผื่อจะเลื่อนคลาสหรือสั่งงานจะได้ติดต่อได้ไง
เมื่อเด็กเห็นว่าไม่ยุติธรรม อาจารย์จึงแจกเบอร์ตัวเองไปด้วย
จนถึงตอนนี้ที่ต้องส่งงานกลางเทอม เชื่อมั้ยว่าไม่ต้องโทรหาใครเลย
เพราะเด็กทุกคนพร้อมใจกันโทรมา แล้วถ้าใครโทรมาก่อนเที่ยง
เสียงอาจารย์ก็จะเซ็กซี่ ยิ่งเช้าเท่าไหร่ก็ยิ่งเซ็กซี่เท่านั้น
จนเด็กบางคนนึกว่าโทรผิด....
 
ถ้าเผื่อมีลูกศิษย์เข้ามาอ่าน ขอให้รับรู้ว่าอาจารย์ตั้งใจเอามาโชว์นะ
ผลงานชิ้นแรกๆ ของลูกศิษย์กลุ่มแรกในชีวิตของผม ปลื้มจริงๆ
 
-----------------------------------------------------------------------------------
ปล. ไปดูรูปที่แกลอรี่ละกันนะ
July 20

ในที่สุด...

กูก็สามารถเก่งในกีฬาที่เป็นลูกกลมๆ ขึ้นมาอีก 1 ชนิดแล้ว หึ หึ หึ
 
นั่นคือ โบล์วลิ่ง
โดยธรรมชาติของกูแล้ว หากรักกันจริงคงจะรู้ว่า กูไม่ถูกกับกีฬาชนิดใดใด ในโลกนี้เลย ยกตัวอย่างเช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล เทนนิส ปิงปอง ตะกร้อ วิ่ง ว่ายน้ำ ยูโด มวย บิลเลียด แบทมินตัน ยิมนาสติก รวมทั้ง โยคะ และปัญจักสีละ
 
และ โบล์วลิ่งด้วยนะเออ
ตั้งแต่จำความได้ ที่เล่นโบล์วลิ่งเมื่ออายุ 18 ข้าพเจ้าไม่เคยเล่นโบล์วลิ่งได้คะแนนเกิน 80 คะแนนเลย พับผ่าสิ
มีเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้ สร้างความน่าอับอายแก่ข้าพเจ้ามาก เมื่อประมาณ 3 อาทิตย์ก่อนได้ไปค้างที่หอของน้องมิ้นอีกแล้ว และน้องมิ้นก็พาไปรู้จักกับเพื่อนสาว ตัวเล็กๆน่ารักชื่อจุ หน้าตาคล้ายๆแอนรัฐศาสตร์ แล้วทีนี้น้องจุก็ชวนไปโยนโบล์วที่เมเจอร์รังสิต มิ้นก็บอกว่าเนี่ยเพื่อนผมเป็นทีมชาติ
 
ด้วยหุ่นและรูปร่างที่บอบบางแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนมีความสามารถทางด้านโยนโบล์วได้ เลยตอบตกลงไปเล่นกัน โดยคิดไว้ในใจว่า คงเล่นขำๆ
 
และเมื่อไปถึงที่นัดหมายแล้ว ปรากฏว่าเลนยังไม่ว่างเพราะมีการแข่งขันชิงถ้วยจากมือโปรอยู่ และก็ปรากฏว่าน้องจุเถอะรู้จักบรรดาเซียนๆหมดเลย ชักจะยังไงๆอยู่นะเนี่ย กูคิดในใจ แล้วน้องจุเธอก็ไปที่ล็อกเกอร์หยิบลูกส่วนตัว และรองเท้า รวมถึงที่ดามมือมาด้วย โอ้ว จอร์จ ไม่ธรรมดา
 
แล้วเราก็มีแขกรับเชิญเพิ่มมาอีก เมื่อดิวแฟนน้องจุมาเล่นด้วย มิ้นก็แนะนำว่าแฟนจุนักโยนโบล์วทีมชาติ
เล่นกัน 3 เกมส์ ไอ่ห่ามิ้นก็เสือกฟลุกโยนดี
ปรากฏว่าพี่แกได้กันคนละ 150 กัน ส่วนคุณพี่ดิวได้ 180ขึ้น
กูได้เกมละ 89 - 50 - 64 อับอายชาวโลกมาก
 
แต่วันนี้ของกู ต้องขอขอบคุณพี่เอ ที่ช่วยสอนทริกในการโยนให้ ก็อย่างว่าคนมันจะมีพรสรรค์ ติวนิดนึงมันก็คลิกได้ เหมือนอย่างที่เพื่อนเล็กเคยบอกว่า พรสวรรค์ก็เหมือนเมนส์ มึงไม่รู้หรอกว่าเมื่อไหร่มันจะมา แต่พอมันมามันจะติดตัวมึงไปจนกว่ามึงจะวัยทอง อืมม... เพื่อนเล็ก มึงเฮี้ยนจริงๆ
 
จนวันนี้ได้มีโอกาสไปโยนโบล์วอีกครั้ง เล่นไป 2 เกมส์ กูโยนได้
เกมแรก 103 และเกมที่สอง 111
นับว่าคะแนนดีที่สุดในชีวิต แต่คาดว่าสถิตินี้คงจะอยู่ไม่นาน เพราะมันจะเปลี่ยนไปทุกวันๆ หุ หุ
ต้องขอโทษ พร และ นรินด้วย ที่วันนี้ฟอร์มของพี่อาจจะไปทำลายต่อมความมั่นใจพวกเธอไปมั่ง
ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ...
 
เดี๋ยวต้องฟิตซ้อมซะหน่อยแล้ว
 
ไอ้จุ นะ ..... หึ หึ หึ
 
ปล. ทำไมต้องโบล์วลิ่งวะ ไม่เข้าใจตัวเอง
ปล2. ใครที่ว่าแน่ มาเจอกัน
ปล3. นอกจากจะเก่งโบล์วแล้ว ยังเล่นเกมตีกลองเก่งด้วย ไม่เชื่อถามพรได้
 
 
 
 
 
 

pae paep

Occupation

Soapbox Video

Loading...

Weather

Loading...

Hit Counter

Loading...